เรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากมุมเล็กๆ ในสนามเจริญสุขฯ หรือที่เราเรียกกันว่า สนามฟ้า, สกายเลน นั่นแหละครับ เพราะก็เป็นที่ประจำที่ผมไปปั่นอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก จวบจนวันหนึ่งเมื่อราวเกือบๆ เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผมกำลังปั่นไปเรื่อยๆ นั่นแหละครับ ก็พบเห็นกับภาพของอุบัติเหตุที่อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตรด้านหน้า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยที่จะเกิดในที่แห่งนี้ โดยปกติผมก็ไม่ได้หยุดเพื่อจะลงไปก่อให้เกิดความวุ่นวายอะไรเพิ่มขึ้นครับ ไม่ใช่ว่าแล้งน้ำใจหรืออะไรนะครับ แต่ยิ่งเราจอดอยู่ตรงนั้นมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับยิ่งกีดขวางทางมากขึ้นไปด้วย เดี๋ยวจะเกิดผู้ประสบเหตุทวีคูณกันได้ หากมีกลุ่มใหญ่ๆ ผ่านไปด้วยความเร็วสูง แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมา สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ ชายที่แปะอยู่กับพื้น ที่จากใบหน้าบอกได้เลยว่านี่คือวัยสูงอายุอย่างแน่นอน กับชายหนุ่มอีกหนึ่งคนซึ่งมีเลือดออกที่หัวเข่ากำลังพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ นั่นแหละครับ ทำให้ผมลังเลใจ ซึ่งในที่สุดเมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ 50 เมตร ก็ตัดสินใจ กลับไปเพื่อดูว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

เหตุเกิดคือ คุณลุงท่านหนึ่งอายุ 84 ปี ขี่มาดีๆ แล้วมีอีกคันก้มหน้าปั่นมุดมาเสยเอาจนล้มไปกอง คนชนก็ไม่ได้หนีไปไหนครับ ก็คงกลิ้งอยู่ด้วยกันแล้วลุกมาช่วยคุณลุง ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ผมลงไปดูอาการคุณลุงคร่าวๆ พบว่าไม่น่ามีอะไรหัก คือท่านคงขี่ช้ามากจนเสียหลักล้มไปก็ไม่ได้ซีเรียสจนน่าตกใจ แต่ก็ลุกไม่ขึ้น เจ็บเข่าที่กระแทกพื้น สอบถามได้ความว่า มากับภรรยาและลูกสาวซึ่งขี่แซงไปรอที่ห้องน้ำจุดพักแล้ว หลังจากทำการเรียกหน่วยพยาบาลของสนามเข้ามา และดูท่าทางไม่ซีเรียสมากผมก็ขอตัวปั่นต่อไป ไม่นานหลังจากนั้นก็เห็นจักรยานของคุณลุงอยู่บนรถกระบะวิ่งเปิดหวอแซงออกไป นั่นก็แสดงว่า ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยของสนามเป็นอันเรียบร้อย จากนั้นผมก็มาคิดว่า จากวัย 84 ปี มาเจอเหตุแบบนี้ สงสัยว่า ท่านนี้คงไม่กลับมาปั่นจักรยานง่ายๆ แล้วล่ะครับ นี่ถือว่าโชคดีที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน อายุขนาดนี้ หากเป็นอะไรขึ้นมา ภรรยา ลูกหลาน ท่าจะวุ่นแน่ ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือครอบครัว คงยากจะได้พบเจอลุงอีกครั้ง

 

ยังครับอย่าเพิ่งงง ว่าผมจะมาเล่าเรื่องดราม่าชนท้ายล้มกันของสนามฟ้า ไม่ใช่เลยครับ เรื่องจริงๆ มันเริ่มต่อจากนั้นครับ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ผมไปสนามฟ้า ผมเจอคุณลุงท่านนี้อีกครั้งเสมอ ไม่ว่าจะที่ร้านค้า ที่ลานจอดรถ และในลู่ปั่น ด้วยการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของท่านคือ เสื้อสะท้อนแสง (แบบเจ้าหน้าที่จราจรใส่) เห็นเด่นสะดุดตา เห็นแต่ไกลก็ต้องรู้ว่าใช่แน่นอน ที่สำคัญ วัยขนาดนี้ ไม่ได้จะพบได้บ่อยๆ ในสนามจักรยาน ทำเอาผมทั้งดีใจและสงสัยมาตลอด จนกระทั่งล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมปั่นจักรยานไปอีกเช่นเคย ผ่านช่วงที่ลมกำลังแรงสุดขีด ผ่านนักปั่นท่านหนึ่งกำลังปั่นไปอย่างนิ่งเงียบชิดด้านซ้ายสุดของสนาม จากที่ไม่ทันสังเกตอะไร ผมเหลือบตาขึ้นมาเห็นขณะแซงไปว่า นี่คือคุณลุงท่านเดิมนี่นา ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน ฟรีขา และปล่อยรถไหลไปช้าๆ เพื่อรอให้คุณลุงแซงผม ในขณะนั้นเอง ผมก็เตรียมคำถามต่างๆ มากมายเพื่อจะขอคุยกับคุณลุงให้ได้ในวันนี้ และแล้ว คุณลุงก็มาถึงตัวผม รีบเข้าไปทักทายปั่นเคียงข้างแนะนำตัวเองว่าเราเคยพบกันโดยบังเอิญในวันที่คุณลุงล้ม หลังจากคำถามเรื่องอาการเจ็บปวดวันนั้นผมก็เริ่มต้นบทสนทนาที่กำลังจะเปิดมุมมองของทุกๆ ท่านที่กำลังอ่านบทความนี้เลยครับ

 

“ผมปั่นเพื่อชีวิต” นี่คือคำตอบของคุณลุงที่ตอบผมเมื่อผมถามว่า ล้มมาแล้วแบบนั้น คุณลุงไม่ขยาดกลัวจักรยานหรือ ก่อนจะเล่าต่อว่า ในวันนั้น ท่านล้มลงไป เจ็บนิดๆ หน่อยๆ วันรุ่งขึ้นก็มาปั่นแล้ว เพราะมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องออกมาปั่นให้ได้ และจักรยานกลายเป็นกีฬาสำคัญ กิจกรรมสำคัญของชีวิตท่านไปแล้วในตอนนี้ นับเวลาที่เริ่มปั่นมาได้ก็ราวๆ สิบปีแล้ว จากจุดเริ่มต้นของการปั่นจักรยานออกกำลังกายในสนามกีฬาโรงเรียน วนๆ อยู่รอบลู่กีฬามาตรฐาน กระทั่งมี “สนามเขียว” เปิดขึ้น คุณลุงท่านนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่มาปั่นในสนามเขียว ถึงปัจจุบันนี้ กิจวัตรของการปั่นสัปดาห์ละ 4 วัน ถือเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการพบหมอทุกๆ 3 เดือน เลยทีเดียว

จากกอล์ฟ สู่จักรยาน คือเส้นทางการทำกิจกรรมกลางแจ้งของคุณลุง นับตั้งแต่เลิกตีกอล์ฟเป็นต้นมา จักรยานเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่ามาก ความเรียบง่ายและไม่ต้องมีพิธีรีตรองของจักรยาน คือเสน่ห์ที่ทำให้คุณลุงแทบไม่ได้กลับไปจับไม้กอล์ฟอีกเลยนับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นปั่นจักรยาน ที่สำคัญ ทุกๆ ครั้งที่มา ก็จะมาปั่นพร้อมภรรยา (และลูกสาวบ้างเป็นครั้งคราว) ทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกัน มีเป้าหมายของสัปดาห์ร่วมกัน แม้ว่าคุณป้า (ภรรยา) จะปั่นไม่รอลุงไปตามรอบของตัวเอง แล้วไปรอที่ห้องน้ำสุดท้ายเสมอๆ คุณลุงก็ไม่ย่อท้อ และวางเป้าหมายที่ 1 รอบทุกครั้งที่มาปั่น และจะไปหยุดเพื่อรอพบภรรยาที่ห้องน้ำสุดท้ายก่อนจะจบการปั่นไปพร้อมๆ กัน

 

“คุณลุงไม่ไปปั่นตามสวนสาธารณะบ้างหรือครับ?” คำถามของผมถูกส่งออกไปต่อเนื่องทันที ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมานั้น เป็นคำตอบง่ายๆที่เล็กแต่ยิ่งใหญ่จริงๆ “ที่นั่นมันเล็กไปสำหรับผม” ใช่ครับ… สำหรับท่าน เส้นทาง 23.5 กม. คือคุณค่าที่คู่ควร คือความท้าทายที่จะทำให้ท่านออกมาปั่นอย่างสม่ำเสมอ คือเป้าหมายที่สำคัญและมีเหตุผลพอที่จะทำให้เอาชนะตัวเองออกมาจากบ้านได้ เพราะสำหรับคนอีกไม่น้อยเลย 23.5 กม. ที่ไปแล้วย้อนกลับไม่ได้ คือกำแพงที่บอกกับตนเองว่า ไม่มีทางสำเร็จลง แต่สำหรับท่านนี้ วัย 84 ปี ไม่ใช่อุปสรรคที่จะลงมือทำ และเชื่อผมสิ แววตาของท่าน ที่มองเส้นทางเบื้องหน้าปั่นเคียงคู่ไปกับผม ส่งประกายออกมาชัดเจนว่านี่คือการต่อสู้ของหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ แม้จะมีโรครุมเร้ามากมายตามวัยที่ล่วงเลย แต่การออกมาปั่นจักรยานนอกจากช่วยให้เกิดแรงใจแล้ว จักรยานนี่แหละ ที่ช่วยให้โรคภัยต่างๆ อยู่ในการควบคุมที่น่าพอใจ “ผมปั่นเพื่อชีวิต” คำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดเล่นๆ เอาหล่อๆ ของคนปั่นจักรยาน แต่มันคือการปั่นจักรยาน เพื่อชีวิตที่จะได้อยู่ต่อไป เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่สถิติและเวลาต่อรอบ ในดวงตาที่ได้คุยกัน ไม่แตกต่างเลยกับดวงตาของโปรนักปั่นระดับ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ที่ผมเคยพบเจอแล้วได้พูดคุย แม้จักรยานที่ใช้จะไม่ได้แพง หรูหรา อลังการมากมาย ด้วยรายได้ของการเป็นข้าราชการบำนาญ แต่เสือหมอบคันเก่งของคุณลุง ก็น่าจะพาลุงเดินทางมาบนระยะทางไม่ต่ำกว่า 20,000 กม. เข้าไปแล้ว

 

“ตรงนี้ไงที่เกิดเหตุ เสียดายที่หวยไม่ออก” คุณลุงทักผมเมื่อเราทั้งสองปั่นผ่านจุดกิโลเมตรที่ได้พบกันครั้งแรกไปอย่างอารมณ์ดี และไม่นานจากนั้น ผมก็ขอตัว บอกลาคุณลุงเพื่อปั่นต่อไป พร้อมกับเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับมา ซึ่งส่งให้เกิดทั้งแนวคิด มุมมอง และคำถามต่างๆ มากมายในหัวตลอดระยะเวลาการปั่นอีก 3 ชม. ในวันนั้น  เราปั่นจักรยานเพื่ออะไร? บางคนอาจปั่นเพื่อกีฬา เพื่อแชมป์ของประเทศ เพื่อศักดิ์ศรีของธงชาติบนอกที่จะไปสู่ระดับโลก บางคนปั่นเพื่อลดไขมันหน้าท้อง ปั่นเพื่อพิซซ่าถาดใหญ่ที่ฟาดไปเมื่อวันก่อน บ้างก็ปั่นเพื่อสังคม ได้มาพบปะผู้คน ได้มีเพื่อนฝูง เหตุผลต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่า คำตอบไหนถูกหรือผิดเลย แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะได้พบกับ “เหตุผล” ที่ทำให้เรามีความมุ่งมั่น หลงใหล ในสิ่งที่ทำจนมองข้ามความกลัว ความวิตกกังวล และมองความท้าทายข้างหน้าเป็นแรงผลักดันได้ ความยิ่งใหญ่ของแรงบันดาลใจของคุณลุงท่านนี้ มีแก่นความคิดซ่อนอยู่มากกว่าเวลาชั่วโมงกว่าๆ ต่อรอบ ยิ่งกว่าการปั่นจบโดยไม่หยุดพัก ยิ่งกว่าคำพูดทับถมใส่กันหลังจบการปั่นของฝูงเพื่อนใจคะนอง มันเรียบง่ายกว่าเรื่องของอุปกรณ์ของแต่ง ที่ต้องมีให้ได้ก่อนจึงจะกล้าออกมาปั่น เพราะกลัวอาย กลัวเข้ากับเขาไม่ได้ กลัวสายตาของคนที่มอง และไม่น่าจะมีชัยชนะอะไร ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่ารางวัลที่คุณลุงได้รับในทุกๆ วันที่ตื่นเช้ามาด้วยร่างกายที่แข็งแรง

 

แล้วคุณล่ะครับ ปั่นจักรยานเพื่ออะไร? ลองถามตัวเองดูสั้นๆ ก่อนจะย้อนคิดอีกหนึ่งครั้งว่า แล้วเพราะอะไร เราจึงไม่ออกมาปั่นอีก…

January 13, 2020 cyclinghub 0 Comment