เป็นเวลานานมาแล้วครับที่มักจะมีคนถามว่า “นักปั่นอาชีพไม่มีผิวสีหรือเอเชียบ้างหรือ?” สำหรับแฟนๆจักรยาน เป็นที่รู้กันดีว่ากีฬาชนิดนี้ถูกครอบครองความยิ่งใหญ่โดย”ฝรั่ง”เป็นหลัก มีชาวเอเชียเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ไปได้ถึงระดับโลกและสำหรับชาวผิวสีนั้น พวกเราอาจจะแทบไม่เคยสังเกตเลยก็ได้ แต่ ในที่สุด ปีนี้ ก็มีดาวเด่น ผิวสี ที่ทำให้พวกเราได้ประจักษ์กันแล้วว่า นักปั่นอัฟริกัน ที่ใครๆก็ว่ากันว่า ไม่มีทางได้ดีบนเส้นทางจักรยาน เหมาะจะไปเตะบอล ไปวิ่งมากกว่า ก็ทำผลงานได้ในระดับโลก และ เปิดประตู สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อๆไปได้ และ ขอแนะนำให้รู้จักกับ “เสือดำ” บินเนียม เกอร์เม่ (Biniam Girmay) หรือที่แฟนๆทั่วโลกเรียกชื่อเล่นของเขาว่า “บินี่” (Bini)

ก่อนจะเล่าเรื่องของเขา ผมขอปูพื้นฐานของนักปั่นผิวสีกันสักหน่อย สำหรับนักปั่นผิวสีนั้น เริ่มเข้าสู่ถนนระดับโปรทัวร์มานานแล้วครับแต่โลกไม่ค่อยรู้ ตั้งแต่ช่วง 90s ก็มีนักปั่นอัฟริกัน-อเมริกัน ได้ตามฝัน เดินตามไอด้อลแห่งอเมริกันชนอย่าง เกร็ก เลอมองด์  ไปอาศัยในยุโรปและพยายามแข่งจักรยานจนได้เป็นโปรตั้งแต่ช่วงนั้น ซึ่ง ก็นับว่า ยาก และ บู๊มากๆ แม้ว่ากีฬาจักรยานจะมีปัญหาเรื่องสีผิวไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าไม่ง่ายเลยที่จะบุกเบิกเข้าไปได้แบบนี้ ซึ่งต่อมา เริ่มมีนักปั่นจากทวีปอัฟริกาเข้ามาร่วมมากขึ้น เนื่องจากหลายๆชาติแถบนั้นก็เป็นอาณานิคมเก่ามาก่อน กีฬาจักรยานจึงก่อร่างสร้างตัวได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นักปั่นจากทวีปอัฟริกาส่วนมากก็ยังคงเป็น”ฝรั่ง” อยู่ดี จนกระทั่งเริ่มมีหลายประเทศ ที่พยายามพัฒนากีฬาจักรยานของตัวเอง โดยคนพื้นถิ่นเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือประเทศ เอริเทรีย เพื่อมุ่งหมายสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับแชมป์ทวีป เอริเทรีย ทำโครงการพัฒนานักปั่นอย่างจริงจังมาก และ ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในกีฬานี้ ที่มาจากอัฟริกา

LEUVEN, BELGIUM – SEPTEMBER 24: Silver medalist Biniam Girmay of Eritrea celebrates winning during the medal ceremony after the 94th UCI Road World Championships 2021 – Men U23 Road Race a 160,9km race from Antwerp to Leuven / #flanders2021 / on September 24, 2021 in Leuven, Belgium. (Photo by Tim de Waele/Getty Images)

บินี่ เกอร์เม่ ถือเป็นเพชรแห่งเอริเทรียที่เกิดจากความพยายามในการเฟ้นหา และสร้างนักปั่นเอริเทรียขึ้นมา แม้ว่ารัฐบาลเอริเทรียจะไม่ได้จัดอยู่ในประเทศที่ร่ำรวยมากนัก แต่ พวกเขาก็พยายามสนับสนุนกีฬาจักรยานเท่าที่ทำได้ และกลุ่มนักปั่นเอริเทรียก็ได้เป็นที่รับรู้ในแวดวงกีฬาจักรยานนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่สำหรับ เกอรร์เม่ เขามีบางสิ่งที่พิเศษกว่านั้น เพราะตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี เขาได้รับโอกาสไปฝึกกยังศูนย์ฝึกกีฦาจักรยานดลกของ ยูซีไอ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนอกจากได้รับคอร์สการฝึกเก็บตัวในนั้นแล้ว ยังได้มีโอกาสลงแข่งในรายการต่างๆของยุโรปภายใต้ชื่อคลับทีม(ทีมสโมสรสมัครเล่น) ของศูนย์ฝึกอีกด้วย (เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก) เขาก็สามารถลงแข่งในรายการระดับโปร และคว้าชัยชนะมาครองได้ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้รับสัญญาจากทีมอาชีพในยุโรปทันที แต่ไม่นานหลังจากนั้น ทีมของเขาประสบปัญหาอย่างหนักจากสถานการณ์โควิดฯ ส่งผลกับสภาพคล่องกทางการเงินของทีมและจำเ)็นต้องยกเลิกสัญญากับเขาไปในที่สุด ที่สำคัญ การแข่งขันจักรยานในยุโรปก็ต้องชะงักไปด้วยในฤดูกาล 2020 เรื่องราวนี้เกือบจะดับฝันของหนุ่มเกอร์เม่ ที่ตอนนั้นมีอายุ 20 ปี อย่างไรก็ตาม เกอร์เม่ ยังอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักจนเขาได้รับสัญญาใหม่จากทีมใหญ่ดิวิชั่นสูงสุด ทีมอินเตอร์มาเช่ฯ และ ทำผลงานสร้างชื่ออีกครั้ง เมื่อลงแข่งในรายการเสือหมอบชิงแชมป์โลกรุ่นอายุต่ำกว่า 23 ปี ได้รองแชมป์ และกลายเป็นนักปั่นผิวสีคนแรกที่ขึ้นโพเดี้ยมของรายการเสือหมอบชิงแชมป์ดลก

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกอร์เม่ ในสังกัดทีมอินเตอร์มาเช่ฯ ก็ลงแข่งในทัวร์ยุโรปและรายการคลาสสิคต่างๆมากมาย ทำผลงานติดอันดับท็อปของหลายรายการ และยังคว้าแชมป์มาอีกเพียบ ซึ่งทุกๆโพเดี้ยม ทุกๆรายการที่เขาลง เขาคือ ชาวอัฟริกันผิวสีแท้ๆคนแรกที่ทำผลงานได้ สร้างประวัติศาสตร์ได้ จนกระทั่งมาถึง Tour de France ในปีนี้ รายการที่รวมสุดยอด ของสุดยอดเอาไว้ ทุกๆทีมที่มาลง ส่งรายชื่อนักกีฬาที่แกร่งที่สุดของตนเอง และ เกอร์เม่ จะต้องพบกับสปรินท์เตอร์ระดับโลกทั้งหมดในรายการนี้ หลายคน เริ่มแข่งมาตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิด และหลายคน อยู่ในความทรงจำของเขาเมื่อครั้งวัยเด็ก เมื่อเขาอยุเพียง 5 ขวบ ในปี 2005 มาร์ค คาเวนดิช เริ่มลงแข่ง Tour de France แล้ว และคว้าแชมป์แรกตอนเขาอายุ 8 ขวบ  ทำให้ในความทรงจำของเด็กชายเกอร์เม่ นี่คือหนึ่งในนักปั่นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง และ เขาจะต้องลงสปรินท์วัดกันกับชายคนนี้ ทั้งยังมีนักปั่นตำนานอีกมากมาย ที่แจ้งเกิดและโด่งดังในช่วงวัยรุ่นของเขา ที่เขาเริ่มขี่จักรยาน ขาดก็เพียง ปีเตอร์ ซากาน ไอด้อลของเขาที่ไม่ได้ลงแข่ง แต่นั่นไม่ได้ทำให้เกอร์เม่ รู้สึกหวั่นไหวเลย เขามั่นใจและ เต็มไปด้วยแรงผลักดันที่จะพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัยก่อน เพื่อพาธงชาติเอริเทรีย เพื่อประกาศให้โลกได้รู้จัก และ พิสูจน์ให้เห็นว่า ชาวผิวสี ก็สามารถเกิดและยิ่งใหญ่ในกีฬานี้ได้

หากไม่มีเกอร์เม่ ผมเชื่อเหลือเกินว่า หลายๆคนในที่นี้คงไม่รู้จักประเทศที่ชื่อว่าเอริเทรีย และอีกหลายต่อหลายคน น่าจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า มีนักปั่นผิวสีแบบนี้ในการแข่งขัน กับความยิ่งใหญ่ของการคว้าสองสเตจในปีนี้ แถมยังขึ้นนำโด่งในประเภทสะสมคะแนนเสื้อเขียว เจ้าความเร็ว  (ก่อนหน้านี้เคยมีนักปั่นเอริเทรียนี่แหละ ที่ชนะเสื้อลายจุดเจ้าภูเขามาได้แล้ว) และ วัยเพียง 24 ปีเท่านั้น เชื่อว่าเส้นทางของเขายังไปได้อีกยาวไกล และ มีโอกาสสูงมากที่จะเก็บชัยชนะต่อไปได้อีกเรื่อยๆจากฟอร์มการขี่ที่เหนือชั้น และ ต้องยกนิ้วให้อินเตอร์มาเช่ฯ ที่เจียรนัยเขาออกมาจนจรัสแสงได้ขนาดนี้ ทีม มุ่งมั่น ส่งเสริม พาเขาไปสู่หน้าเส้นด้วยความมั่นใจ ศรัทธาในตัวเจ้าหนูเสือดำคนนี้อย่างไม่สั่นคลอน ชายผิวดำคนนี้ กุมหัวใจของนักปั่นระดับโลกในทีมยุโรปเอาไว้ได้ และ ก้าวขึ้นมา ครองใจคนยุโรป ครองใจแฟนกีฬาจักรยานได้สำเร็จ

เกร็ดเล็กๆก่อนจบบทความนี้ หนึ่งในจุเปลี่ยนของชีวิต เกอร์เม่ คือ ศูนย์ฝึกกีฬาจักรยานโลก ซึ่งที่นี่ เป็นแหล่งบ่มเพาะนักปั่นให้กับชาติต่างๆมากมาย และมีประเทศห่างไกลนิยมส่งนักปั่นไปร่วมฝึก ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย การฝึกหนักและสนามแข่งที่ได้ลงทดสอบ เป็นทั้งโอกาสสุ่การพัฒนา และ ยังเป็นบันไดไปสู่โอกาสของอาชีพนักปั่นระดับโปรได้ สามารถโชว์ผลงานเข้าตาและก้าวไปต่อระดับโลกได้จริงๆ อย่างเวียตนามก็มี เหงียน ธีทัต นักปั่นหญิงที่ไปแจ้งเกิดที่ศูนย์ฝึก และได้สัญญาร่วมทีมหญิงชั้นนำสำเร็จ  ศูนย์ฝึกนี้จึงเป็นทั้งความหวังและเป้าหมายของหลายๆประเทศที่อาจไม่ได้มีทุนรอนมากเท่ากับการส่งนักปั่นส่งทีมไปฝังตัวอาศัยอยู่ในยุโรปเพื่อหาทีมสังกัดและลงแข่ง อย่างญี่ปุ่นที่มีผู้สนับสนุนรายใหญ่ ส่งนักปั่นฝีเท้าดีไปสิงอยู่ในอิตาลีเป็นปีๆ หรือพี่จีนที่ผลักดันจนมีนักกีฬาจักรยานแห่งชาติได้ไปพิสูจน์ตัวเองจนติดทีมระดับโลกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนที่ไปศูนย์ฝึกนี้ จะการันตีเส้นทางสวยงามนี้ได้

July 7, 2024 cyclinghub 0 Comment