ตั้งแต่ผมเริ่มหัดขี่จักรยาน ก็มีแนวคิดเรื่อง”การใช้จักรยานในชีวิต” ได้ยินมาโดยตลอด ยังจำได้ชัดเลยครับว่า ราวๆปี 2535 ได้เป็นหนึ่งในส่วนร่วมปั่นจักรยานในวัน”โลกสวยด้วยมือเรา” กับคอนเสิร์ตของเหล่าดาราที่สนามกีฬากองทัพบก เพื่อแสดงออกว่า จักรยาน คือพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้สวยได้ง่ายๆด้วยขาเรา จากนั้นมา แนวคิดการรณรงค์การใช้จักรยานในชีวิตประจำวันก็เข้ามามีส่วนในการสร้างกระแสขับเคลื่อน จนเราได้มีทางจัรกยานเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เราได้มีทางลาดที่ทางเท้าเพื่อให้จักรยานใช้งานได้ แต่นับจากวันนั้นสู่วันนี้ กว่า 2 ทศวรรษเข้าไปแล้ว เรียกว่า จะสามสิบปี คนที่ใช้จักรยานในเมืองใหญ่ก็มีเพียงสองกลุ่มเท่านั้น คือ …คนที่ไม่มีทางเลือกอื่น กับคนที่บ้าจักรยานพอจะขี่ไปไหนต่อไหน

 

เราศึกษาแนวทางต่างๆจากหลากหลายอารยะเพื่อนำมาเลืกปรับใช้ให้เหมาะกับบ้านเรา ทั้งยุโรป และเอเชีย ทั้งแนวคิดการมีทางจัรกยาน แนวคิดการใช้จักรยานบนทางสาธารณะโดยไม่ต้องแบ่งแยก ไปจนถึงความพยายามสรรหาวิธีเพื่อให้จักรยานไม่ใช่ส่วนเกินบนถนนหลวง แต่แล้ว ดูเหมือนว่า จักรยานก็เป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงของนักการเมืองที่ต้องการคะแนนคความถึงพอใจ เรียกความไลค์ของชาวนักปั่น กับสร้างภาพลักษณ์ความเป็นนักการเมืองยุคใหม่ มองหาอนาคตที่สดใส กับแคมเปญทางจักรยานต่างๆมากมายที่ผุดขึ้นมาแต่ใช้งานจริงไม่ได้ ซึ่งมีอยู่มาตลอดเวลานับสิบปีที่เห็นจนชินตา ทั้ง ทางจักรยานที่กลายเป็นที่จอดของพี่วิน ไปจนถึง ทางลาดที่ชันเกินคุณป้าจะขี่รถถีบขึ้นไปได้  ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ระหว่างที่เดินทางไปมองหาอะไรใหม่ๆในญี่ปุ่น

 

“ญี่ปุ่น” ดินแดนแห่งเทคโนโลยีล้ำยุค ผู้นำของโลกในเรื่องของความไฮเท็ค ประเทศนี้น่าจะรวมเอานวัตกรรมต่างๆมาไว้ในชีวิตประจำวันมากมายที่สุดในโลกก็ว่าได้ ในทางกลับกัน ก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมและขนบของตนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เรื่องนี้คงไม่ต้องเล่ากันมากเลยครับ แต่สิ่งหนึ่งที่มันสอดคล้องกันคือ แนวคิดเรียบง่ายแบบนี้แหละ สะท้อนอยู่ในเรื่องของจักรยานในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย เพราะจักรยานที่นี่ถือเป็นพาหนะยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัว ของสาธารณะ ไปจนถึง”อูเบอร์” ก็ใช้จักรยานส่งอาหารด่วนยามหิว เมื่อมองให้ดีจะพบว่า “จักรยาน” ถูกมองลำดับความสำคัญเท่ากับ”คน” ที่เดินไปเดินมา ดังนั้นพวกเขาจึงได้สิทธิในการขึ้นไปใช้”ทางเท้า” เป็นอันดับแรกๆเช่นกันกับคนเดินปกติ สิ่งนี้ เป็นแนวคิดที่ยากจะเข้าใจกันได้ แต่มันเป้นจริงครับ เพราะภาพของจักรยานที่วิ่งสวนไปมาอย่างไม่มีข้อบังคับแม้แต่น้อย อันที่จริงมันก็มีกติกามายาทอยู่บ้างนะครับ แต่เท่าที่ได้ขี่เองสัมผัสเอง มันเป็นเรื่องของตรรกะและความเอื้ออาทรล้วนๆเลย ไม่มีข้อกำหนดว่าคุณต้องชิดอย่างไร ด้านไหน ไม่มีข้อกำหนดเรือ่งความเร็วเป็นตัวเลขให้วุ่นวาย มันก็เหมือนกับที่คุณเดินสวนกันนั่นแหละครับ การปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นโดยที่ตลอดเวลาที่เดินทางที่นั่น(ในทุกๆทริป) ผมไม่เคยเห็นอุุบัติเหตุจักรยานชนคน หรือชนกันเองบนทางเท้าเลย ไม่ว่าทางเท้าจะแคบขนาดสวนกันได้พอดีๆก็ตาม

เรื่องของทางเท้าเองก็เป็นที่น่าขบคิดเช่นกัน เพราะทางเท้าที่บ้านเขา ให้ความสำคัญกับคน และการสัญจรบนนั้นมากกว่า แต่สำหรับเมืองใหญ่ของเรา ทางเท้า เป็นแหล่งทำมาหากินของพี่น้องทั้งหลาย ที่เปลี่ยนให้ทางเท้าเป็นตลาดสะดวกซื้อ จนได้ชื่อว่า “Street Food” อันทรงเสน่ห์ที่ชาวต่างชาติต่างยกนิ้วให้ ซึ่งหนึ่งรถเข็น+กลุ่มคนซื้อ ผสม คนเดินสวนกันอีก ก็จะได้พื้นที่ที่ต้องมีคิดแล้วพอๆกับช่องทางเดินรถบนเลนถนนสักช่องหนึ่งนั่นแหละ มาคิดเช่นนั้น ไอ้เรื่องที่ว่าจะชขยายทางเท้า ก็นึกไม่ออกว่าจะขยายไปทางไหนดี ระหว่างลงถนน กับเวนคืนตึกเพื่อขยายทางเท้า? แล้วขยายออกมาได้แล้ว ก็น่าจะกลายเป็นตลาดนัดย่อยๆไปเลยนั่นแหละ เพราะมีเหตุที่แม่ค้าพ่อค้าแผงลอยที่มาปักหลักขายกันเป็นจริงเป้นจัง ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจที่มาควบคุมชนิดลงไม้ลงมือกันก็มีมาแล้ว พื้นที่เอกชนบางที่ถึงกับต้องปวดตับ เมื่อไม่สามารถไล่ที่ตลาดเร่ริมทางเช่นนี้ได้

 

ทั้งหมดนี้เกิดมาจาก ความลำบากในการทำมาหากินของคนไทยในสังคน เช่นนั้นหรือไม่? เพราะเรายังต้องหาเช้า กินค่ำ เรายังไม่สามารถไปถึงจุดที่มีกินพอที่จะคิดถึงส่วนรวมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจึงต้อง”ปากกัดตีนถีบ” เพื่อให้อยู่ได้ เช่นนั้นหรือเปล่า? หลายๆท่านคงตอบได้ในใจ แต่สำหรับมุมมองของผม ผมขอยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของความระลึกถึงส่วนรวมมาก่อนส่วนตัวมากที่สุด  ทางลาดที่ขอบทางเท้า ที่ออกแบบมาเพื่อจักรยาน รถเข็นคนพิการ และการเดินที่สะดวกของผู้สูงอายุ กลับกลายเป็นจุดเทคออฟอย่างดีของพี่วินที่คอยให้บริการอยู่ตามหัวมุมแยกใหญ่ๆ ซึ่งดูแล้วถนนนี้หัวใจพี่จะครองเป็นหลัก แม้ภาครัฐจะมีความพยายามในการบังคับใช้กฏหมายอย่างไรก็ตาม แต่ใครที่ห้าวพอที่จะไม่หลบให้พี่วินเขาซิ่งบนทางเท้าอย่างแข็งกร้าว ก็มีเรื่องต้องวางมวยกับพี่วินทั้งฝูงกันจนเป็นข่าวมาแล้วไม่น้อย

 

ผมไม่ได้มานำเสนอว่า การใช้จักรยานบนทางเท้าคือแนวทางการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันที่เหมาะสมที่สุดนะครับ แต่มัน นำเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายๆมากๆ เพราะในเมื่อถนนไม่ใช่ที่ๆคนจะปั่นจักรยานได้อย่างวางใจ ด้วยวินัยจราจรสุดบัดซบของคนเมืองใหญ่ ก็เหลือแต่เพียงปั่นบนทางเท้านี่แหละที่พอจะมองภาพได้ แต่มองๆไป ภาพทางนี้ก็ดราม่าไม่แพ้กันเลย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน หากยังคงมองดลกนี้แต่เพียงมุมมองส่วนตัวเพื่อความอยู่รอด ก็คงยากที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวมกันได้ แต่สุดท้ายจริงๆแล้ว ผมพบกับสิ่งหนึ่งที่พอจะเห็นความต่างที่ทำให้จักรยานไม่ใช่พาหนะที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองใหญ่ของคนไทยครับ

 

ปัญหาคือ เราไม่รู้สึกว่าใช้แล้วมันดีเพียงพอที่จะออกมาใช้มันก็เท่านั้น ภาพของคนที่ยืนต่อแถวขี่วินเข้าบ้านระยะทาง 500 เมตรจนแน่นขนัด ภาพที่พี่วินจำนวนร่วมครึ่งร้อยรอให้บริการที่สถานรถไฟฟ้าเพื่อพาไปส่งยังออฟฟิศห่างออกไป 1 กม. เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดว่า หากคุณมีงินพอที่จะจ่ายได้ คุณยอมจ่ายเงินวันละ 30 บาทเพื่อนั่งวิน นั่งรถตุ๊ก นั่งสองแถว มากกว่าที่จะขี่จักรยาน สุดท้ายจักรยานจึงเป็นพาหนะของคนที่ไม่มีทางเลือกเป็นสำคัญ เพราะแถวบ้านผม คนที่ปั่นจักรยานเห็นบ่อยที่สุดมี 2 อาชีพนี้นำมาก่อนเลยครับ รปภ. และ แม่บ้าน เพราะเงิน 600 บาทต่อเดือนที่เขาประหยัดได้จากค่าเดินทางยิบย่อยเหล่านี้ มีค่าเท่ากับเงินทุนซื้ออาหารสดที่กินกันได้เป็นสัปดาห์ นี่จึงเป็นเรื่องโอละพ่อไม่แพ้ไก่กับไข่อะไรเกิดมาก่อนกัน เพราะเมื่อไปถามคนในสังคมจริงๆเข้าให้ เขาก็ไม่ได้”นี้ด” ความสะดวกในการปั่นจักรยาน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ภาครัฐจะมาวุ่นวายทำระบบให้มันเมื่อยตุ้มไปทำไม มีเรือ่งอื่นให้ทำอีกตั้งเยอะ

Tag :: City Bikegiro
December 27, 2019 cyclinghub 0 Comment