ตั้งแต่วินาทีแรกที่จักรยานกลายเป็นการแข่งขัน การทำความเร็วก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาจักยาน และความพยายามให้จักรยานไปได้เร็วที่สุด ก็คือการต่อสู้กับอุปสรรคสำคัญที่ต้องแหวกไปซึ่งก็คืออากาศ เป็นภูมิความรู้ที่มีมาตั้งแต่กว่าทศวรรษที่แล้ว จักรยานแข่งขันจึงออกแบบมาให้ท่าปั่นของนักปั่นก้มลง หมอบมุดสู้กับกระแสลมที่เข้าปะทะ จนกลายเป็นที่มาของชื่อเรียในบ้านเราว่าจักรยาน”เสือหมอบ” ในที่สุด แต่ก็อีกนานหลายปีกว่าที่จะมีความพยายามให้จักรยานมีความ”แอโร่”ในตัวมันเอง แต่คุณรู้กันไหมครับว่า ถ้าจะนับย้อนไปมองหาจักรยานเสือหมอบแอโร่ฯคันแรกๆของโลกนั้น เราไม่ได้มองย้อนไปในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีนี้เลย แต่มันย้อนไปกว่าครึ่งศตวรรษก่อนเลยทีเดียว ในยุคสมัยของเฟรมเหล็กกล้านั้น มีความพยายามรีดท่อให้มีหน้าตัดเป็นวงรี และรูปไข่ เพื่อช่วยในการแหวกอากาศได้กันมาตั้งแต่ช่วง 1960s โน่น และพร้อมๆกันนั้นเองก็เกิดการออกแบบจักรยานเฉพาะทางที่แอโร่ฯกันอย่างสุดๆเพื่อใช้ในการขี่ในเวโลโดรมและไทม์ไทรอัลกำเนิดมาแล้ว ทว่า กระแสแห่งความแอโร่ฯ ยังถูกมองข้ามไปจากเสือหมอบหลักปกตินับจากนั้นมาอีกหลายสิบปี เพราะธรรมชาติของกีฬาจักรยาน มีความได้เรปียบและรูปแบบการแข่งขันที่เกิดจากการขี่เป็นกลุ่ม ขี่จี้บังลมกันเป็นแนวทางอยู่แล้ว การพัฒนาจักรยานส่วนใหญ่ที่ใช้ในการแข่งสเือหมอบจึงไม่ได้มองว่าความแอโร่ฯเป็นสิ่งที่จำเป็นจนต้องถึงกับ”พยายาม” หาทางให้ออกมาสำเร็จให้ได้ เพราะจักรยานที่ท่อแบนบางเหล่านั้นมักมีน้ำหนักที่มาก น้ำหนักที่มากมาจากการต้องเพิ่มปริมาณวัสดุให้มากขึ้นชดเชยกับอาการให้ตัวได้ของรูปทรงแบนบาง เมื่อมันมีความสติฟฟ์พอเหมาะ และแอโร่ฯได้เต็มที่ น้ำหนักที่เพิ่มมากลายเป็นข้อเสียที่ยากจะประนีประนอมกันได้ แนวทางนี้จึงเกิดและตายไปตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ทศวรรษที่ 80s-90s

ในที่สุด ก็มีแบรนด์จักรยานหนึ่งกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดที่แตกต่าง พวกเขามองหาวิธีการขึ้นรูปใหม่ มองหาวัสดุใหม่ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านวัสดุศาสตร์ระดับวิศวกรรม และเขาต้องการสร้างจักรยานที่เร็วด้วยตัวของมันเองเป้นความได้เปรียบ จนกลายเป็นทางเลือกแรกๆของจักรยานสำหรับไตรกีฬาที่เป็นที่นิยมสุงที่สุด แรกเริ่มเดิมที พวกเขาไม่ได้ต้องการให้จักรยานของพวกเขาออกมาสำหรับตลาดไตรกีฬาอย่างเจาะจงนัก ทว่า การที่มันมีความแอร่ฯ แทบไม่ต่างไปจากจักรยานไทม์ไทรอัล ทำให้บรรดานักไตรกีฬาที่ต้องการจักรยานคันเดียวสนุกได้ทั้งการปั่นและเล่นไตรฯ พากันเลือกใช้ “เซอร์เวโล” จักรยานแห่งมันสมองสัญชาติแคนาดา

ในปี 2002 “เซอร์เวโล โซโลอิสท์” (Cervelo Soloist) กำเนิดขึ้นมาเป้นเสือหมอบแอโร่ฯในกระแสหลักคันแรกของโลก มาในสเป็คของเฟรมอลูมินั่มทั้งคัน น้ำหนักเฟรมราว 1400 กรัมนั้นจัดว่าหนักเมือ่เทียบกับเสือหมอบแข่งขันในเวลานั้น ทว่า เมื่อประกอบกับล้อและชุดขับเคลื่อนชั้นเรือธง ก็สามารถทำจักรยานในพิกัดน้ำหนัก 7 กก. นิดๆได้ไม่ยาก และกลายเป็นอาวุธหนักสำหรับนักแข่งชั้นนำรวมถึงอยู่ในสายตาของโปรทีมใหญ่ในยุคนั้น “ทีมซีเอสซี” ไปในทัันที ด้วยแนวคิดการนำเอารูปทรงท่อของรถไทม์ไทรอัลมาใส่เข้ากับเสือหมอบทั่วไป แก้ปัญหาต่างๆด้วยวิศวกรรมและการออกแบบทำให้พวกเขาทำลายกำแพงที่ขวางอยุ่ของอุตสาหกรรมจักรยานไปได้ ไม่นานหลังจากน้น โซโลอิสท์ เวอร์ชั่นเฟรมคาร์บอนก็ตามมาอย่างติดๆ และนี่คือจุดกำเนิดอย่างเป็นทางการของสายซีรีส์ “เอส” ที่ดำเนินต่อมาเป็น “เอสสาม” (S3) และ “เอสห้า” (S5) ในปุจจุบัน (S2 เป็นรหัสสำหรับเฟรมตัวรองตลอดกาลของพวกเขา ในขณะที่เมื่อมี S3 กำเนิดขึ้น Soloist ได้ปรับตัวเองไปเป็น S1 ในรูปแบบเฟรมอลูมินั่ม)

 

นับตั้งแต่วินาทีนั้น ก็มีแบรนด์จักรยานอีกไม่น้อยที่พยายามขยับตัวตามเซอร์เวโล เราได้เห็นการมาของไทม์ และ ควอต้า ที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และมีความแอโร่ฯอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนดลกให้เป็นกระแสหลักได้อย่างที่คิด เพราะนับตั้งแต่ 2002 เป้นต้นมา แม้ว่า เซอร์เวโล จะดำเนินการพัฒนาเสือหมอบแอโร่ฯมาอย่างต่อเนื่องแต่ตลาดทั่วไปก็ยังมองว่ามันเป็นเสือหมอบกระแสรอง เฉพาะทางมากๆ รวมถึงน่าจะเป็นเสือหมอบสำหรับไตรกีฬามากกว่า แต่ทุกอย่างก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อค่ายยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมจักรยานขยับตัว ในที่สุดพวกเขาก็นำเอาความเชี่ยวชาญในเรื่องของเสือหมอบน้ำหนักเบาขึ้นเขาได้ดีและจักรยานไทม์ไทรอัลที่ออกแบบมาอย่างประณีต รวมร่างกันระหว่าง “ทาร์มัค” และ “ทรานซิชั่น” ก่อกำเนิดมาเป็น “เว็นจ์” เสือหมอบแอโรไดนามิคส์ที่แจ้งเกิดในจังหวะที่เหมาะสม ในเวลาที่ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์ กับความสำเร็จของ มาร์ค คาเว็นดิช และตลาดถึงจุดที่ต้องการมองหาทางเลือกใหม่ๆในการพัฒนาเสือหมอบให้พวกเขาเกิดอาการคันได้ ซึ่งในบรรดาเสือหมอบแอโร่ฯทั้งหมดในโลกนี้ เว็นจ์ กลายเป็นเสือหมอบที่ทำยอดขายได้สุงสุด สูงเสียจนแบรนด์จักรยานทุกๆค่ายจะต้องมองหาทางเลือกนี้เพื่อรั้งเอาแฟนๆของพวกเขาเอาไว้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น เทร็ค มาโดน, ไจแอ็นท์ โพรเพล, พินาเรลโล ด็อกมา, เมอริดา รีแอ็คโต และแบรนด์ต่างๆในตลาด ก็ตบเท้าส่งเอาเสือหมอบแอโร่ฯเข้าสู่ตลาดกันอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเวลาราว 10 ปี หลังจากการมาของ “โซโลอิสท์” ดีไซน์ที่ถูกมองข้ามจากแบรนด์ต่างๆ

ดังนั้นเราขอยกให้ เซอร์เวโล โซโลอิสท์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบและเป็นรายแรกที่นำเอาเรื่องของแอโรไดนามิคส์เข้ามาในจักรยานกระแสหลัก แม้ว่าจะยังไม่ใช่ผู้ที่จุดระเบิดให้วงการต้องสว่างเป็นพลุลั่นเหมือนเว็นจ์ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โซโลอิสท์ คือสัญลักษณ์สำคัญของอุตสาหกรรมจักรยานยุคหลังปี 2000 เป้นต้นมา จนกระทั่งทุกวันนี้ แม้จะเป็นเสือหมอบสำหรับไต่เขา น้ำหนักเบา แต่คำว่า”แอโร่ฯ” ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่แบรนด์ต่างๆต้องจับมาใส่เอาไว้ จะมากจะน้อย ความได้เปรียบนี้เอง กลายเป็นสิ่งที่”ต้อง”มี ไปแล้วอย่างช่วยไม่ได้

July 31, 2019 cyclinghub 0 Comment