ถ้าจะว่าถึงสิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบเฟรมจักรยานคุณคิดว่าคืออะไร? การแหวกลม น้ำหนัก ความสะเทือน วัสดุที่สุดล้ำ หรือการซ่อนสายที่หมดจดสวยงามงั้นหรือ ไม่เลย…สิ่งที่สำคัญและเป็นเหมือนพื้นฐานของจักรยานที่ดีเริ่มต้นมาจากสิ่งที่เรียกง่ายกว่านั้นมา มันคือ “มิติรถ” ดังนั้น ในตอนที่หนึ่งของซีรีส์นี้ เราขอนำไปดูประวัติศาสตร์อันจารึกเอาไว้ซึ่งที่มาของมิติรถที่เปลี่ยนโลก แยะยังส่งผลเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน

เดิมทีเฟรมจักรยานเสือหมอบ ออกแบบมาไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ด้วยวัสดุที่เป็นท่อโลหะนำมาเชื่อมต่อกัน ซึ่งลักษณะร่วมสำคัญอย่างหนึ่งคือ ท่อนอนที่ขนานพื้น คุณหลับตานึกง่ายๆนะครับ จักรยานส่งน้ำแข็งโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็มีรูปทรงเฟรมแบบที่ว่ามาแล้ว เพราะนี่คือโครงสร้างของการขึ้นโครงสิ่งหนึ่งที่แข็งแรง เรียบง่าย น้อยที่สุดแต่ได้ผลในด้านการใช้งานสุงที่สุด ดังนั้นเป้นเวลาก่าศตวรรษ ที่เฟรมไม่มีการขยับเปลี่ยนแปลงมากนัก อาจจะมีเฟรมที่ออกมาเพื่อการใช้งานอื่นๆเช่น เฟรมสำหรับคุณสุภาพสตรี ที่ใส่กระโปรงไม่สามารถจะตวัดขาข้ามท่อไปนั่งคร่อมปั่นได้ จึงเกิดมาเป็น”รถแม่บ้าน”ที่เราเรียกกัน

ภายหลัง UCI ที่เข้ามาควบคุมระเบียบข้อบังคับในการแข่งกีฬาจักรยานได้กำหนดถึงแบบที่เฟรมจักรยานจะสามารถพัฒนาได้เพื่อให้การแข่งขันอยู่ในแนวทางที่ยุติธรรมมากที่สุด ลดการเหลื่อมล้ำของทีมที่สามารถสร้างจักรยานสุดล้ำออกมากลายเป็นความได้เปรียบกันได้ และการแข่งขันยังคงชี้ขาดกันด้วยความสามารถของมนุษย์มากกว่าเทคโนโลยีการผลิตจักรยาน ทำให้การออกแบบจักรยานแข่ง ะดิกไปไหนไกลไม่ค่อยได้ ขยับได้นิดๆหน่อยๆเท่านั้น แต่แล้ว การกำเนิดของเสื้อภูเขา กลายเป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่อเสือหมอบอย่างที่เกินจะคาดคิดได้ เพราะแรกเริ่มนั้น เสือภูเขา ไม่มีเฟรมเป็นของตัวเองนะครับ มันกำเนิดมาจาก ไมค์ ซินยาร์ด (ผู้ก่อตั้งสเปเชียลไลซ์) ไปเอาจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ มาดัดแปลงให้มีระบบเกียร์ทดกำลัง เพื่อให้ขี่เข้าไปในป่าในเขาที่มีเนิน มีหินชันๆให้ไต่มากมายได้ ต่อมาเมื่อกระแสนี้เติบโตขึ้น ก็เริ่มมีการออกแบบเสือภูเขาอย่างจริงจังมากขึ้น โดยนำเอาเฟรมจักรยานที่มีอยู่มาดัดแปลงแบบ ดัดแปลงองศาที่ทรงตัวได้ดี คล่องแคล่วในทางคดเคี้ยวมากขึ้น และหนึ่งในนวัตกรรมของเสือภูเขาคือ ท่อนอนที่ลาดลง ที่ทำให้มันสามารถขายได้มากขึ้น รองรับผู้ขี่ได้มากขึ้นในหนึ่งไซส์ ดังนั้น หนึ่งยี่ห้อ หนึ่งรุ่น แทนที่จะต้องผลิตออกมา 12-15 ไซส์ หรือสั่งตัดกันแบบเฟรมเสือหมอบในยุคนั้น เสือภูเขาสามารถผลิตออกมาเพียง 7-8 รุ่น ก็รองรับความต้องการของคลาดจักรยานที่พุ่งสุงกระฉูดจากความนิยมเสือภูเขานั่นเอง

 

และนี่คือจุดกำเนิดของแบรนด์จักรยานที่ผันตัวเองจากโรงงานผลิตในไต้หวัน ออกมาส่งออกจักรยานของตนเองไปยังตลาดใหญ่ทั้งอเมริกาเหนือและยุโรป  จากที่พวกเขาเคยขายจักรยานได้ปีละไม่กี่หมื่นคัน เริ่มขยับขยายมากขึ้น และหนึ่งในช่องทางที่พวกเขามองเห็นคือ การก้าวเข้าสุ่ตลาดเสือหมอบให้ได้ เพราะตลาดจักรยานเสือหมอบ คือตลาดที่มหึมา ทั้งยังสร้างมูลค่าให้ได้อย่างมากมายกว่า ในขณะที่ต้องขายเสือภูเขาออกกำลังกาย ขี่เที่ยวในอเมริกาเหนือ 4 คัน พวกเขาสามารถได้กำไรไม่ต่างกันจากการขายเสือหมอบดีๆสักคันในตลาดยุโรป แต่จะทำอย่างไรให้เขาขายได้มาก โดยที่ลงทุนน้อย ในขณะนั้น “ไจแอนท์” ได้เข้าไปทำการสนับสนุนทำทีมอยู่ในการแข่งขันโปรทัวร์แล้วกับทีม “อองเซ่” ซึ่งแนวคิดอันปราดเปรื่องก็ได้กำเนิดขึ้น เมื่อนำเอาแบบของเฟรมที่เสือภูเขาทำ เรียกกันง่ายๆว่าเฟรม”สโลป” ที่ท่อนอนลาดลง มาใช้กับเสือหมอบ และกำเนิดเป็นจักรยานเสือหมอบ “ไจแอนท์ ทีซีอาร์” ที่ใช้แข่งในทีมอองเซ่ เมื่อปี 1996 (23 ปีมาแล้ว)

LAURENT JALABERT IN A STAGE OF THE 1999 GIRO D’ITALIA

ท่อนอนที่ลาดลง กำเนิดหลักๆมาจากเรื่องของไซส์อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังไป แต่ที่น่าสนใจคือ ข้อได้เปรียบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นล่ะ ?

เฟรมที่ได้มาใหม่นี้ มีความสติฟฟ์มากขึ้น ตอบสนองได้ดีขึ้น เฟรมให้ตัวในแนวส่งแรงไปยังล้อหลังได้น้อยลมากจากท่อนั่งที่สั้นลง น้ำหนักเฟรมที่ลดลงดึงดูดใจให้คอนักปั่นโหยหามัน ในปี 1996 เฟรมอลูมินั่มของ ไจแอ็นท์ ทีซีอาร์ มีน้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 900 กรัมเท่านั้น ซึ่งน้ำหนักที่เบาขนาดนี้ตั้งแต่ 23 ปีก่อน ก็ถือเป็นพิกัดน้ำหนักที่เสือหมอบแข่งขันใช้มากันจนถึงยุคคาร์บอน ต่อมาจนราวปี 2010 (14 ปีให้หลัง) เฟรมคาร์บอนแขงขันโปรทัวร์ก็ยังคงน้ำหนักราวๆ 900 กรัมนี่แหละครับ มีน้อยรายจะเบาลงไประดับ 700 กรัม ดังนั้นการที่ ทีซีอาร์ ทำน้ำหนักได้ขนาดนั้นมาตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน นับว่าเป็นข้อได้เรปียบที่ล้ำยุคมาก

 

ในด้านความสบาย การที่หลักอานยาวขึ้น ทำให้แรงสะเทือนถูกการให้ตัวของหลักอานสลายไปได้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักอานของทีซีอาร์ ซึ่งทำออกมาให้มีหน้าที่”แอโรไดนามิคส์” นับเป็นเสือหมอบถนนรุ่นแรกๆที่เอาจุดเด่นเรื่องนี้มาใส่ด้วย จะว่ากันไป ทีซีอาร์ กำเนิดแรกสุดนั้น ถือว่า มีความมุ่งหมายในการออกแบบไม่แตกต่างจากจักรยานในปัจจุบันเลย นั่นก็คือ น้ำหนักที่เบา ความสติฟฟ์ที่ดี ความแอโร่ฯ และ ขี่สบาย แต่จุดที่มันได้เปลี่ยนโลกจริงๆคือ”มิติใหม่” ขององศาการออกแบบเฟรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งในเวลาไม่นานหลังจากนั้น แบรนด์ต่างๆก็เริ่มเปลี่ยนการออกแบบหันมาทาง”เฟรมสโลป”มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์อิตาลีต่างๆ ก็พากันตบเท้ามาทิศทางนี้กันถ้วนหน้า จะสโลปมาก หรือน้อยก็อยุ่ที่แนวทางในการจะเลือกไป ปัจจุบันในแบรนด์หลักๆเหลือเพียง บีเอ็มซี ยี่ห้อเดียวที่ยังคงยืนยันว่าจะทำเฟรมในลักษณะท่อนอนขนานพื้นอย่างเดิมอยู่ นอกนั้น…โดนทีซีอาร์ และกระแสการออกแบบใหม่นี้ เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง

 

และนี่คือภาคแรก ของที่มาแห่งอนาคตที่เรากำลังจะก้าวต่อไป รอพบกันในภาคต่อไปครับ

Tag :: FrameHistory
July 31, 2019 cyclinghub 0 Comment