ย้อนกลับไปไม่กี่วัน เมื่อวันเสาร์ ที่เป็นการเริ่มต้นของการแข่ง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 2020 เสตจแรก เราได้เห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น หลังจากที่ฝนตกหนัก ถนนลื่น และ นักปั่นรวมตัวกัน “หยุดเกมส์” การแข่งขันโดยผู้นำกลุ่มนักปั่นให้สัญญาณหลังจากที่พวกเขาหารือกันมาแล้ว จากนั้น นักปั่นก็ทำการปั่นรวมกล่มกันไปด้วยความเร็วคงที่ ไม่เร่ง ราวกับไม่มีการแข่งขันอะไรเลย ปั่นออกทริปไปด้วยกันจนผ่านช่วงลงเขาที่อันตรายไปแล้ว ก็เปิดให้มีการแข่งขันกันต่อไป ซึ่งสำหรับบางท่านอาจไม่คุ้นตากับสิ่งีน้ และแน่นอนว่า อาจไม่คุ้นหูกับคำว่า “นิวทรวลไลเซชั่น” (Neutralization) ที่ใช้เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ด้วย เราจึงนำมาเล่าให้ฟังกันนี่เอง

 

จริงๆคำว่า “Neutral” นั้น ถูกเรียกในศัพท์ของจักรยานหมายถึงการ”หยุดเกมส์” หรือ “ระงับเกมส์การแข่งขัน” ซึ่งสามารถหมายถึงการปล่อยตัวแบบที่เราเรียกกันติดปากว่า “โรลลิ่งสตาร์ท” นั่นแหละครับ กล่าวคือ ปล่อยตัวไปแล้ว แต่จำกัดความเร็ว ไม่ให้มีการเปิดการแข่งขันกันได้จนถึงจุดๆหนึ่งที่เหมาะสม ก็จะทำการปล่อยตัวใหม่อีกครั้ง หรือตีธงสัญญาณปล่อยตัวต่อได้เลย การทำแบบนี้เรียกกันตามตำราผู้ตัดสินว่า “นิวทรวลสตาร์ท” (Nutrual Start) ดังนั้นถ้าอธิบายกันให้เข้าใจง่ายๆเข้าไปอีก มันก็คือการที่ผู้ตัดสินใช้อำนาจเข้ามาจัดการควบคุมการแข่งขันให้สงบนิ่ง ไม่ว่าจะให้จอด หรือให้หยุดอยู่กับที่ก็ได้ (เดี๋ยวอธิบายตัวอย่างให้ฟังครับ) เพราะหน้าที่หลักของผู้ตัดสินคือ กำกับดูแลการแข่งขันให้อยู่ในระเบียบ ตามกติกา ยุติธรรม สามารถตัดสินได้ และปลอดภัย กับทั้งนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง (ในภายหลังก็เพิ่มเติมเรื่องภาพลักษณ์ ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสังคมเข้ามาด้วย) ดังนั้นเครื่องมือหนึ่งที่ผู้ตัดสินมีก็คือการใช้ “นิวทรวลไลเซชั่น” ได้เมื่อจำเป็นนี่เอง

อย่าเพิ่งงงนะครับว่าทำไมมาพูดถึงผู้ตัดสิน ต้องบอกว่า งานนี้อธิบายตามมุมผู้ตัดสินให้เข้าใจก่อน เดี๋ยวจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นและสถานการณ์อื่นๆง่ายสุดๆเลยครับ เอ้า…ต่อ เมื่อการแข่งขันมีปัจจัยแวดล้อมที่อาจไม่อำนวยให้การจัดการแข่งขันดำเนินต่อไปได้อย่างเหมาะสม ผู้ตัดสินสามารถสั่ง”หยุดเกมส์” การแข่งขันให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาพปกติก่อนได้ ดังที่พบกันในรายการ ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ ปีที่แล้ว ซึ่งมีการจราจรหนาแน่นในช่วงแรกของการแข่งขัน ผู้ตัดสินก็ทำการ”หยุดเกมส์” ให้กลุ่มปั่นต่อไปด้วยความเร็วที่นิ่ง จนผ่านพ้นช่วงดังกล่าวแล้วจึงเปิดให้ทำเกมส์กันต่อไปได้ กรณีนี้ เข้าใจได้ง่ายๆครับ เพราะทั้งหมดอยู่ด้วยกัน การจำกัดความเร็วด้วยกันหมด ก็ไม่ได้มีใครเสียเปรียบ ได้เปรียบกัน แต่หากว่า ในสถานการณ์นั้น มีนักปั่นแยกกันเป็นกลุ่มๆล่ะ? แล้วเกิดเหตุที่ทำให้ผู้ตัดสินต้องทำการหยุดเกมส์ จะทำอย่างไร?

 

เช่น มีนักปั่นหนีไปข้างหน้าแล้ว 5 คน นำห่างไป 3 นาที ในขณะที่เกิดเหตุไม่คาดฝันถึงระดับต้องสั่งหยุดเกมส์ ทางออกที่ผู้ตัดสินทำได้นั้น มีให้เลือกปฏิบัติได้หลากหลายรูปแบบมากๆครับ ตั้งแต่ สั่งให้หยุดปั่นกันให้หมด ไปจนถึง สั่งให้ปั่นต่อไปด้วยกันแบบนี้ ควบคุมความเร็วทั้งสองกลุ่มให้เท่ากัน รักษาระยะห่างให้เท่าเดิม เมื่อพ้นสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมก็ให้ปลดล็อคเกมส์ว่ากันต่อ แม้แต่ หยุดทุกอย่างแล้วเอามารวมกัน จากนั้น ปล่อยเจ้า 5 คนแรกไปก่อน นับให้ครบเวลาเท่าเดิม แล้วปล่อยตัวกลุ่มที่เหลือ แบบนี้ไปเรื่อยๆก็ทำได้  แต่โดยมากสถานการณ์ที่เข้าข่ายเรียกว่า “Nutrualization” มักจะเป็นการให้ปั่นแบบคุมความเร็ว คุมระยะห่างไปคล้ายกับที่เราคุ้นชินกันในการโรลลิ่งนั่นเอง

Cycling: 36th Tour of San Juan 2018 / Stage 4
Peloton / Race neutralization due to river raging /
San Jose Jachal – Valle Fertil-Villa San Agustin (182,2km)/ Vuelta a San Juan / (Photo by Tim de Waele/Getty Images)

แต่ทีนี้ ในหลายๆสถานการณ์ พบว่า นักปั่นเองก็รุ้สึกว่า สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา มันไม่เอื้อให้เกิดการแข่งขันได้เลย ทั้งอันตรายต่อตัวพวกเขา อันเกิดจากสภาพอากาศ เส้นทาง หรืออะไรก็ตาม บ่อยครั้งที่เราจะได้เห็นพวกเขารวมตัวกันและทำการ”ประท้วง” การแข่งขันด้วยการสั่ง”หยุดเกมส์” ที่พวกเขากำลังแข่งกันนั้นเอง ซึ่งก็มีทั้งการหยุดยืนเอาดื้อๆบนถนน ประกาศให้เห็นไปเลยว่า พวกเขาไม่พอใจกับการแข่งขันในสภาพแวดล้อมแบบนั้น หรือ หยุดเกมส์แบบปั่นไปด้วยกันอย่างที่เราได้เห็นนี้เอง กระบวนการนี้ พวกเขามักพูดคุยกันในหมู่นักปั่นหลักๆ และมีแกนนำซึ่งเป็นนักปั่นที่ได้รับการยกย่องว่าอาวุโสสูง เป็นที่เคารพของการแข่งนั้นๆ โดยที่อาจจะเป็นคนที่สวมเสื้อผู้นำการแข่งอยู่หรือไม่ก็ได้ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา เราได้เห็น โทนี มาร์ติน ซึ่งมีความอาวุโส และดีกรีเป็นที่ยอมรับของเหล่านักปั่น ถ้าย้อนกลับไปในอดีตก็มี ฟาเบียง คันเชลลารา หรือแม้แต่ อัลเบอร์โต คอนทาดอร์ ก็เคยรับหน้าที่นี้มาแล้ว ซึ่งโดยปกติ เขาจะขึ้นมาปั่นนำหน้ากลุ่มใหญ่ ทำสัญลักษณ์กางแขนออกแล้วกระพือปีก (ข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้)  โดยนิยมจะทำในจังหวะที่มีกล้องถ่ายทอดสดจับอยู่ เพื่อบอกกับคนดูทั้งหมดว่า พวกเขา ขอหยุดเกมส์การแข่งขันกันเอง จนกว่าจะปลอดภัย (ส่วนถ้าหยุดยืดนิ่งๆเลย อันนั้นถือว่าประท้วงแรงครับ แสดงว่าไม่พอใจจัดๆ)  จัดเป็นวัฒนโรรมของกีฬาจักรยานที่ถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน สิ่งที่แตกต่างก็คือ ผู้ตัดสิน สั่งหยุดเกมส์ เพื่อบริหารจัดการการแข่งขันที่อยู่ต่อหน้านั้น นักปั่นต้องปฏิบัติตามไม่มีข้อแม้ ส่วนการหยุดเกมส์กันเองของนักปั่นนั้นเป็นเรื่องของบารมีและการยอมรับกันเอง บางครั้งก็มีการโต้เถียง หรือแม้แต่ มีนักปั่นที่ดื้อแหกมติประชาคมออกมา (และจะเป็นนักปั่นที่อยู่ยากในสังคมพวกเขา)

เกร็ดสุดท้ายอีกอย่างที่ฝากไว้คือ การหยุดเกมส์นั้น ทำได้ โดยความสำคัญอยู่ที่ ต้องสามารถหาทางออกที่เหมาะสมในการแข่งขันต่อ และ จัดการให้สามารถหาผลการแข่งขันออกมาได้อย่างยุติธรรมด้วย ไม่เช่นนั้น หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมถึงขนาดไม่สามารถแข่งต่อได้ ผู้ตัดสินก็มีอำนาจสั่ง”ยุติการแข่งขัน” เลยนะครับ แต่ โดยมากหากไม่คอขาดบาดตายไม่มีผู้ตัดสินอยากทำอย่างแน่นอนครับ เพราะมันตามมาด้วยความวุ่นวายมากมายกับทั้งผู้จัดการแข่งขัน และการต้องหาวิธีหา”ผลการแข่งขัน” ออกมาให้เป็นที่พอใจด้วยกันทุกฝ่ายมากที่สุด

Tag :: protour
August 31, 2020 cyclinghub 0 Comment