เฟรมจักรยานคาร์บอน เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีราคาหลากหลายมากอย่างน่าตกใจ เริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลายแสนบาท ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ไม่มากนักที่จะมีคุณลักษณะของราคาในท้องตลาดแตกต่างกันมากขนาดนี้ (อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนพันกว่าบาท กับครึ่งแสนบาท ก็นับว่าต่างมากเช่นกัน) โดยที่เราไม่ต้องเปรียบเทียบข้ามแบรนด์ ข้ามตำแหน่งในตลาด เฟรมในยี่ห้อเดียวกัน บางครั้งก็มีราคาขายที่ต่างกันเป็นเท่าตัวเลย วันนี้ จะนำปัจจัยหลัก 5 ประการ ที่ทำให้เกิดสิ่งนี้เข้ามาบอกเล่ากันนะครับ มีอะไรบ้างนั้น ไปชมกันเลย

 

การออกแบบทางวิศวกรรม

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า สมรรถนะและคุณภาพของเฟรมนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่การเขียนรุปร่าง โครงสร้าง องศา ความหนา มุมต่างๆ ของนักออกแบบที่ทำงานร่วมกับวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ รูปทรงที่ต่างกันเพียงมิลลิเมตร มุมที่ต่างกันไม่กี่องศา ไปจนถึงมิติ สัดส่วนต่างๆ ส่งผลโดยตรงกับความแข็งแรงของโครงสร้างเฟรม และท้ายที่สุด มันจะส่งผลไปยังสมรรถนะสำคัญของเฟรมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ยกตัวอย่างง่ายๆเลยครับ หากเฟรมได้รับการออกแบบมาอย่างไม่ละเอียดพอ อาจมีจุดที่ทำให้อ่อนแอกับการรับแรง จนต้องทำการเสริมความแข็งแรงด้วนเทคนิคอื่น (วัสดุ การทำทรีตเม็นต์ หรือ การผลิต) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่อยู่ในมาตรฐานที่ต้องการ มันก็ส่งผลไปยังน้ำหนัก ราคา หรือการตอบสนอง ความสบาย ของเฟรมนั่นเอง

เรื่องนี้ เป็นคำตอบสำคัญของคำถามที่มีผู้สงสัยว่า ทำไมเฟรมแอโรไดนามิคส์จึงมีน้ำหนักที่มากกว่า สติฟฟ์น้อยกว่า และ กระด้างกว่าเป็นเอกลักษณ์ นั่นก็เพราะรูปทรงที่เหมาะสมกับหลักอากาศพลศาสตร์ ไม่ใช่รูปทรงเดียวกับเรื่องของโครงสร้างและความแข็งแรงนั่นเอง เมื่อโครงสร้างไม่แข็งแรง จึงตามมาด้วยการใช้วัสดุที่มากกว่า ส่งผลไปยังน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (หรือใช้การผลิตที่ซับซ้อนกว่า ส่งผลไปยังราคาที่สูงขึ้น) และรูปทรงนี้ไม่เอื้อต่อการสลายแรงสะเทือนที่ส่งมาจากถนน เมื่อต้องการลดความกระด้างก็ต้องยอมเสียคุณลักษณะด้านอื่นไปด้วย และนี่คือ”บริบท” ของการออกแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่เรื่องของรูปร่าง รูปทรงนั่นเอง (ก็อย่าแปลกใจครับที่เฟรมแอโร่ฯที่ยอดเยี่ยมสุดติ่งกระดิ่งเทพ มันจะแพง เพราะข้อกำหนดที่กล่าวมานี้เอง)

 

วัสดุและวัตถุดิบ

อ๊ะ…ไม่ใช่เรื่องของ T700, T800, T1000 หรือ T1200 นะครับอย่าเพิ่งคิดเป็นเช่นนั้น ในเรื่องนี้ เราพูดถึง”คุณภาพ” ของวัสดุในสเป็คเดียวกัน เพราะในคาร์บอนไฟเบอร์รหัสเดียวกัน ก็มีคุณภาพที่แตกต่างกันด้วย ไม่ต่างกันเลยกับผ้าที่ทอในประเทศหนึ่ง กับผ้าที่ทอในอีกประเทศหนึ่งจะมีคุณภาพแตกต่างกัน หรือ พลาสติกจากโรงงานหนึ่ง จะมีคุณภาพสูงกว่าอีกโรงงานหนึ่ง คาร์บอนก็เช่นเดียวกัน ยังไม่นับว่า คาร์บอนหลายๆแบรนด์มีคุณภาพสูงก็จริงแต่ก็มีราคาที่สูงมากอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Textream ที่ผลิตในยุโรป หรือพวก Military Grade ที่ทำในอเมริกา(และห้ามส่งออกวัสดุนี้)

ไม่ใช่เพียงคุณภาพของคาร์บอนอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างในกระบวนการผลิตเฟรมคาร์บอนก็คือ”ตัวทำแข็ง” หรือเรียกกันง่ายๆว่า”เรซิ่น” ที่ทำหน้าที่ประสานเชื่อมแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์แต่ละแผ่นเข้าด้วยกัน เรียงต่อกันเป็นเฟรมจักรยาน ก็มีหลายเกรด ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ยิ่งละเอียดอ่อนมากๆครับ เพราะยี่ห้อของตัวทำแข็งเดียวกัน มาจากแหล่งเดียวกัน ถังเดียวกัน แต่ถูกทิ้งเอาไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือหมดอายุการใช้งาน ก็ส่งผลให้คุณภาพของมันลดต่ำลงไปด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการวัตถุดิบเหล่นี้ให้อยู่ในสภาพพร้อม จึงเป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่เกิดขึ้นกับโรงงานผู้ผลิตนั่นเอง

 

กระบวนการผลิต

แม้จะมีวัตถุดิบเดียวกัน การออกแบบมาเหมือนกัน แต่ หากกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้เกิดต้นทุนที่แตกต่างกันมาก ปัจจัยหนึ่งที่พบได้ในระดับของเฟรมที่วางแตกต่างกันในท้องตลาดคือ “จำนวนชิ้นส่วน” หรือจำนวนแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ถูกตัดเพื่อมาประกอบกันในแต่ละส่วน อันประกอบไปด้วยการวางทิศทางของเส้นใยที่แตกต่างกัน คล้ายๆการทำประติมากรรมกระดาษ(เปเปอร์มาเช่) โดยที่แต่ละแผ่นมีทิศทางรับแรงแบบต่างๆกันไปด้วย เฟรมรุ่นท็อปๆอาจมีจำนวนชิ้นส่วนมากกว่า 550 แผ่น ในขณะที่รุ่นรองๆลงมา มีชิ้นส่วนลดลงเหลือ 400 แผ่น และส่งผลถึงคุณภาพในตัวเฟรมนั่นเอง

นอกจากกระบวนการผลิตเรื่องชิ้นส่วนแล้ว ยังรวมไปถึงการทำทรีตเม็นท์ต่างๆ ที่ทำให้เฟรมออกมาถึงจุดที่ต้องการ หรือแม้แต่ กาผลิตที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างแผ่นอันอาจจะเกิดจากฟองอากาศ รอยยับ การซ้อนทับกันของแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ที่เตรียมมาไม่เนี๊ยบเพียงพอ ทั้งหลายเหล่านี้ ก่อให้เกิดจุดด้อยในสมรรถนะทั้งสิ้น เมื่อต้องการให้ชัวร์ว่า กระบวนการที่ง่ายนี้จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงต้องตามมาด้วยการเพิ่มวัสดุ หรือเทคนิคใดๆที่ก่อให้เกิดน้ำหนักที่มากขึ้น หรือความสติฟฟ์ที่น้อยลงนั่นเอง

 

แรงงานฝีมือที่ชำนาญ

คุณรู้หรือไม่ว่า อุตสาหกรรมคาร์บอนไฟเบอร์ เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ฝีมือแรงงานสูง แม้ว่าในยุคนี้จะมีหุ่นยนต์และเครื่องจักรมาช่วยในกระบวนการผลิต หรือติดตามคุณภาพด้วย แต่สุดท้ายแล้ว ความแม่นยำ เนี๊ยบ และชำนาญของแรงงานที่ทำในโรงงานก็เป็นส่วนสำคัญมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบร่าง การสอดส่องรายละเอียด ไปจนถึง ความละเอียดของเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจุดบกพร่องของเฟรมหรือชิ้นส่วนนั้นๆ

ในโรงงานที่เชี่ยวชาญซึ่งมีการผลิตเฟรมและชิ้นส่วนจักรยานคาร์บอนแหล่งใหญ่ของโลก มีโครงการพัฒนา อบรม แรงงานที่ได้มาตรฐานในแต่ละหน้าที่ ก่อนจะผ่านงานผลิตที่เชี่ยวชาญ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชนิดที่ปีๆนึง ผลิตเฟรมออกมาเป็นหมื่นๆแสนๆเฟรม แน่นอนว่า ค่าแรงของแรงงานฝีมือดีเหล่านี้ ไม่ใช่ถูกๆเลย ถึงกระนั้น หลายๆโรงงานผู้หลิตในเอเชีย ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชาวต่างชาติทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานเข้ามาควบคุมคุณภาพของผลงานอย่างละเอียด (ย้ายบ้านมาอยู่เอเชีย) หรือ บางโรงงานในยุโรป ก็ยังไว้ใจให้แรงงานมือเก๋า (มักเป็นชาวยุโรปตะวันออก) ทำงานของตนมากกว่าที่จะจ้างผู้ผลิตประเทศโพ้นทะเล ด้วยความมั่นใจ แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงกว่ามากก็ตาม

 

กลไกทางเศรษฐศาสตร์

ของมันแน่อยู่แล้วครับ เมื่อผลิตออกมามาก ก็ขายได้ราคาูกลง เมื่อผลิตออกมาน้อยๆ ก็ย่อมแพงขึ้น หากเข้าใจในปัจจัยทั้ง 4 ข้างบน ก็จะพบว่า เฟรมคาร์บอนระดับท็อปๆ ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็จะมากับต้นทุนที่สูงลิ่ว เมื่อมันสูงลิ่ว ก็มีราคาแพง แล้วของที่แพง มันจะมีตลาดรองรับมากขนาดไหน? ในขณะที่ เฟรมคาร์บอนระดับรองลงมา เมื่อลดต้นทุนตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จนพบกับจุดเหมาะสมที่จะสามารถทำราคาได้ (จริงๆนักออกแบบ เวลาทำงาน จะรู้เลยว่า นี่คือเฟรมที่จะออกไปยังตลาดในระดับราคาไหนนะครับ) ก็จะพบกับตลาดที่รองรับได้มากขึ้น เมื่อมากขึ้นก็ผลิตออกมาได้มาก และส่งผลให้ราคาขายถูกลงไปนั่นเอง

ในเฟรมคาร์บอนระดับท็อปบางโมเดลที่มีอายุในตลาดยาว 5 ปี ก็จะพบว่ามีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับสมรรถนะเดียวกัน นั่นก็เพราะ กระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาถูกหารลดทอนลงด้วย”จำนวน” ที่สามารถผลิตได้มากขึ้น (จริงๆแบบที่ดีนั้นมีอายุใช้งานจำกัดนะครับ แบบที่ใช้งานเกินจะส่งผลต่อคุณภาพ และถูกนำไปทำลาย)  ในทางกลับกัน เฟรมที่ขยันออกโมเดลใหม่ๆมา ก็จะมีต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย ทว่า นี่ก็เป็นเทคนิคที่ Product Manager ต้องมาชั่งน้ำหนักกันครับว่าจะวางแผนผลิตภัณฑ์อย่างไร

 

5 ข้อนี้ เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานในด้านอุตสาหกรรมเท่านั้น จริงๆแล้วยังมีปัจจัยด้านอื่นอีกเช่น การตลาด(ต้นทุนการตลาดที่สูงก็ทำให้มีราคาสูงขึ้นไปด้วย แต่การทำการตลาดที่ดีจะช่วยให้ขายได้มากขึ้น อันส่งผลให้ได้ราคาที่เหมาะสม) รูปแบบการขาย (บางแบรนด์ทำการขายตรงถึงผู้ซื้อ ตัดกลไกราคาออกไป) หรือแม้แต่ การบริหารจัดการของแบรนด์ ก็มีผลกับราคาทั้งสิ้น แม้กระทั่งในปัจจัยทั้ง 5 นี้ ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เราต้องคุยกันแยกส่วนละเอียดลงไปได้อีกยาว เรียกว่าทั้งหมดนี้ สามารถเขียนเป็นตำราเรียนวิชาการออกแบบจักรยาน เรียนกัน 4-5 ปีกันเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยวันนี้ เราอายากให้คุณได้รู้ว่า เพียงแค่ปัจจัยทางอุตสาหกรรม ก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านราคาและคุณภาพได้แล้ว  ทีนี้ จะรัก จะชอบทางไหน ก็เลือกให้เหมาะกับตัวเราเองเป็นเหมาะที่สุดครับ เพราะเฟรมจะเทพสุดๆแต่ไม่มีงบสอยมาก็ได้แค่นั่งดู ส่วนเฟรมที่ถูกสลัดก็ต้องเรียนรู้ว่าเราจะได้อะไรมา ของถูกและดีมีในโลกนี้ แต่ต้องหาให้เจอ!!

Tag :: Carbon
September 21, 2020 cyclinghub 0 Comment