ทั้งน้ำดื่ม เกลือแร่ ของกิน และตัวช่วยด้านพลังงานในการปั่น มีคนแนะนำและเชื่อถือแตกต่างกันไปต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีตามแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่มัความเชื่ออยู่ 4 ข้อ ที่นักวิชาการด้านการออกกำลังกาย ต้องแสดงความห่วงใยทุกครั้งที่ได้ยิน

มีอะไรบ้างนั้น มาชมกันตรงนี้เลย

 

1.อดน้ำได้แสดงถึงความเป็นยอดคน

มีนักปั่นจำนวนไม่น้อยเลยที่เชื่อว่า การปั่นระยะทางไกลๆได้โดยใช้น้ำน้อยๆ ย่อมแสดงว่าแข็งแรงยิ่งกว่า ดังนั้น ในการปั่นก็จะพยายามเตรียมน้ำไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันที่จริงเรื่องนี้ มันว่ากันด้วยเรื่องของ”ระยะเวลา” มากกว่า “ระยะทาง” เพราะระยะทางเท่ากัน แต่ละคนก็จะปั่นด้วยระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป ตามคำแนะนำมาตรฐาน หนึ่งชั่วโมงควรจิบน้ำรวมกันให้ได้ 500-750 มล  ชดเชยน้ำที่เสยไป แต่ก็ยังมีคนที่พยายามให้เหตุผลว่า หากร่างกายแข็งแกร่ง ทนทาน ก็จะปั่นได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมาก ไม่ต้องมาเติมน้ำให้เสียเวลา

คุณรู็หรือไม่ว่า นักปั่นอาชีพ พวกเขาจิบน้ำแทบจะตลอดเวลาในการแข่ง และมีเพื่อนร่วมทีมที่ทำหน้าที่รับน้ำมาส่งให้ หลังปั่น(หรือระหว่างปั่น) พวกเขาก็ปัสสาวะออกมาปกติ ดังนั้น ใครที่เชื่อว่าการอดน้ำได้นั้นแกร่ง หรือแบกน้ำน้อยๆไม่ต้องหนัก คุณอาจกำลังสับสนระหว่างการออกกำลังกายกับการฝึกเป็นหน่วยรบพิเศษ

 

2.เกลือแร่ ยาวิเศษแก้ตะคริว

เรื่องตะคริวเป็นเหมือนยาขมของนักปั่น ที่หากคุณได้ปั่นชนิดท้าทายขีดจำกัดกันสักนิด รับรองว่าต้องมีสักครั้งที่คุณได้ทักทายกับ(คุณตา” อย่างแน่นอน และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า คงไม่มีใครอยากจะต้องรับคุณตาเข้ามาหาระหว่างปั่น ดังนั้น จึงมีทั้งสูตรกัน สูตรแก้ สูตรสู้ตะคริวมากมาย หนึ่งในสูตรดังกล่าวคือ “เกลือแร่” ยาแก้ตะคริวชั้นดี

เป็นที่ถูกต้องว่า ตะคริวนั้น มีส่วนเกิดจากการล้มเหลวของระบบการทำงานของร่างกายเมื่อแร่ธาติขาดความสมดุลย์ลงไป ซึ่งแร่ธาตุดังกล่าวก็เสียไปจากเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาระหว่างปั่นนั่นเอง ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่การเติมเกลือแร่ลงไปจะช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้ดีขึ้นจนมาเป็นปกติอักครั้ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์ว่าตะคริวรักษาได้ด้วยเกลือแร่แต่อย่างใด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วิธีจิบเกลือแร่เป็นระยะหลังจากปั่นจักรยานยาวนานเกิน 1 ชม  ไปแล้ว ก่อนจะเกิดสภาพวะขาดความสมดุลย์ นี่คือวิธีแก้และรักษาที่ดีที่สุด หากคุณเป็นตะคริวแล้วค่อยจิบหรือเติมเกลือแร่ลงไป แน่นอนว่าแร่ธาติเหล่านั้นจะกลับเข้าสู่กระแสเลือดและเติมสมดุลย์ให้ร่างกายได้ อย่างไรก็ตามมันต้องอาศัยระยะเวลาไม่น้อยเลย มีการศึกษาพบว่า การลดความหนักในการปั่นลงต่างหาก ที่ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้ โดยเกลือแร่เป็นเพียงตัวเสริมให้เข้าสู่สภาพสมดุลย์ได้เร็วยิ่งขึ้น

และหากแม้การปั่นครั้งนั้นเกิน”ขีดจำกัด”ของร่างกาย หรือเรียกกันง่ายๆว่า”ซ้อมไม่ถึง” จะเป็นเทพเกลือแร่ หรือยาวิเศษอะไรก็คงช่วยไล่หรือป้องกันคุณตาไม่ได้หรอก

 

3.อาหารไม่จำเป็น ถ้าตุนพลังมามากพอ

ก่อนการปั่นครั้งสำคัญ นักปั่นส่วนหนึ่งเชื่อว่า ต้องทำการโหลดพลังงานสะสมเอาไว้มากๆ เวลาปั่นจะได้ไม่ต้องเติมพลังงานเข้าไปอัก และมองว่า ของกินไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการปั่นถ้าร่างกายมีพลังงานสะสม(ทั้งน้ำตาลและไขมันมากพอ) ยิ่งหากต้องการลดน้ำหนักแล้ว จะไปกินทำไม ให้เสียเงินเสียเวลา

ความจริงแล้ว ร่างกายเรานั้นมีพลังงานสะสมมากมายมหาศาลที่พร้อมจะเอามาใช้งานได้ตามระดับความหนักต่างๆกันไป คำนวนกันขำว่า พลังงานสะสมทั้งร่างกายเรา สามารถนำมาเป็นแหล่งกำเนิดให้ปั่นจักรยานจากกรุงเทพไปเซี่ยงไฮ้เลยด้วยซ้ำ แต่ในหลักการปฏิบัติเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะกระบวนเกือบทั้งหมดของระบบพลังงาน ต้องการคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนสำคัญทั้งเป็นแหล่งพลังงานหลักและเป็นตัวเริ่มต้นกระวนการดังกล่าว ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนพลังงานสะสมมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นนักวิชาการแนะนำให้มีอาหารแข็ง ที่ให้พลังงานสูง ค่อยๆย่อยสลายและส่งมอบพลังงานให้ร่างกายอย่างช้าๆเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการปั่นจักรยาน ทั้งในระดับกีฬาอาชีพและออกกำลังกาย เราจคงมักจะเห็นนักปั่นที่พิถีพิถันในเรื่องนี้ จะจัดการอาหารแข็งในรูปแบบต่างๆกันออกไปให้พอเพียงต่อระยะเวลาที่ปั่นกันเป็นกิจวัตร

อาหารเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องแพงหรูนำเข้าเลย แต่มันคือของกินง่ายๆที่นอกจากเหมาะสมทางด้านวิทยาศาสตร์ ก็ยังควรต้องถูกปากและสะดวกต่อนักปั่นคนนั้นๆด้วย

 

4.เจลพลังงาน อาวุธลับเต็มกระเป๋า

มีความเชื่อว่า หากจะปั่นจักรยานนานๆ ทางไกล หรือหนักๆ สิ่งที่ขาดม่ได้คือ”เจลพลังงาน” อย่างอื่นจะขาดไปก็ได้ไม่เป็นไรแต่เจลนั้นต้องมี ยิ่งเยอะ ยิ่งบ่อย ยิ่งดีดและมีแรง คุณจะเห็นว่าพวกเขาที่เชื่อเหล่านี้ จะติดเจลบนจักรยานเรียงกันเป็นตับหรือพกจนเต็มตุงกระเป๋าหลัง

ในความเป็นจริง เจลพลังงานนั้น ถูกออกแบบมาให้ส่งมอบพลังงานให้ร่างกายได้อย่างรวดเร็วในปริมาณไม่สูงมากนัก และต้องการน้ำเพื่อช่วยในกระบวนการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น”อาหารหลัก” ระหว่างปั่นเลย หากคุณกินแต่เจลเป็นพลังงานหลัก สิ่งที่จะตามมาคืออาการขาดน้ำ แถมระดับพลังงานในร่างกายจะแปรเปลี่ยนขึ้นลงอย่างรวดเร็ว นักแข่งอาชีพจะใช้เจลพลังงานในช่วงเวลาก่อนจุดสำคัญของพวกเขาเท่านั้น เช่นก่อนขึ้นเขา ก่อนการสปรินท์ โดยต้องเผื่อเวลา 10-15 นาทีให้ร่างกายสามารถดูดซึมพลังงานพร้อมเสียก่อน ดังนั้นความเชื่อว่าเจลมัน”ดีด” จึงเป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบเห็นได้บ่อยๆในแวดวงนักปั่น ในการปั่นใดๆก็ตาม ที่ระยะเวลายาวเกินหนึ่งชั่วโมง แหล่งพลังงานที่ควรมีคือพลังงานเร็วและช้าที่ทำงานสอดคล้องกัน ซึ่งสิ่งที่นิยมใช้กันคือ อาหารทั้งปกติและสำเร็จรูปเป็นแหล่งพลังงานช้า ร่วมกับเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy Drink) ที่ให้พลังงานเร็วแต่ไม่สูงเกินไป

คราวหน้าจะยัดเจลติดตัวไปปั่น กะว่าจะกินแทนข้าวกันเลย ก็ลองคิดดีๆนะครับว่า มีน้ำดื่มไปพอสำหรับการดูดซึมหรือไม่

 

March 12, 2019 cyclinghub 0 Comment