เข้าเรื่องเลยนะครับไม่ให้เสียเวลาเกริ่นกันนานไปให้ยืดยาว ของแบบนี้ต้องตรงประเด็น ยิงใส่หัวใจให้โดนกันไปเลย

 

ไม่อ่านข้อมูลล่วงหน้า

อาจเป็นเพราะการอ่านถือเป็นกิจกรรมที่ท้าทายพวกเราชาวไทยมาก ดังนั้นแม้ว่าผู้จัดงานต่างๆจะลงข้อมูลการปั่นในแหล่งต่างๆมากมายขนาดไหน นักปั่นก็ยังไม่สนใจจะอ่านกัน บางคนไปปั่นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเส้นทางยาวกี่กิโลเมตร มีจุดอะไรตรงไหนบ้าง เรียกว่า สมัครมาอย่างเดียว มาถูกที่ก็บุญโขแล้ว ถึงแม้จะมีการจัดเอกสารแจกไปพร้อมๆกับเบอร์ตอนลงทะเบียน หรือทั้งพิฑีกร ทั้งเจ้าหน้าที่ย้ำรายละเอียดต่างๆกันมากขนาดไหน แต่เรื่องจะเรียนรู้ข้อมูลการปั่นก่อนนั้น ช่างยากเหลือเกินสำหรับนักปั่นไทย

 

สมัครหนึ่งคน ขนมากินหนึ่งบ้าน

ในงานปั่นทั้งหลายก็มีอาหารและเครื่องดื่มจัดให้กันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคนจัดงานก็มักจะจัดให้เผื่อเหลือเผื่อขาดจากคนมาปั่นไปบ้างสักหน่อย ให้แน่ใจว่าจะไม่มีใคร”อด” แต่ปัญหาคือ นักปั่นที่มาในงานนั้น มักมีผู้ติดตามมาด้วยกันมากมาย และไหนๆก็มาส่ง หรือมารอรับแล้ว ก็ให้ผู้ติดตามนั่นแหละครับ มาร่วมแจมอาหารด้วยเลย เพราะวัฒนธรรมพื้นฐานของเราที่เลี้ยงดูปูเสื่อกันเป็นเรื่องของมิตรไมตรี แต่ลืมคิดไปว่า คนที่ยังมาไม่ถึงเขาก็ต้องการอาหารและน้ำไม่น้อยไปกว่าคณะของคุณ ผลก็คือ คนที่มาถึงจุดปล่อยตัวหรือเส้นชัยหลังๆมักพบกับปัญหา “อาหารหมด” ทีนี้จะด่าใครล่ะครับ? ผู้จัดรับไปเต็มๆ ผู้จัดเองก็คงต้องปวดหัวมึนตับกับการต้องมา”เผื่อ”อาหารให้ปากท้องตัวแถมอีก ทีนี้แหละครับ สมัครมาหนึ่งหัว แต่ต้องเตรียมอาหาร 3 ปาก

 

รูปฟรีคือเรื่องสามัญ

ในขณะที่งานวิ่ง มีคนร่วมหลายพันหลายหมื่นคน และกระจายตัวกันอย่างมากมายในแต่ละสัปดาห์ สิ่งหนึ่งที่งานวิ่งพัฒนาตัวเองไปได้คือวัฒนธรรมการ”ขายรูป” ไม่แตกต่างจากคนปั่นหรือคนเล่นกิจกรรมอื่นๆที่อยากได้รูปสวยๆเอาไว้ลงโซเชียลหลังจากจบงานแต่ละครั้ง ทั้งอวดเพื่อนและเป็นที่ระลึกของตนเอง แต่มีเพียงคนปั่นเท่านั้นที่มองหา”รูปฟรี” อย่างเป็นเรื่องปกติ ในงานปั่นนับร้อยนับพันงานในแต่ละปี เชื่อหรือไม่ว่า แทบไม่มีงานไหนเลยที่สามารถขายภาพถ่ายได้อย่างประสบความสำเร็จ และเมื่อไม่มีภาพฟรีๆ ก็เกิดดราม่าเพราะคนปั่น”ชิน”กับการปั่นจบแล้วมารอดูดรูปฟรีให้กลับไปได้ และถือว่าผู้จัดต้องจัดให้มีเซอร์วิสนี้ด้วย ในขณะที่การถ่ายภาพกีฬา โดยเฉพาะจักรยานนั้น ต้องการฝีมือที่ฉกาจของช่างภาพที่มีประสบการณ์ดี เหตุนี้มันจึงสวนทางกันว่า ถ่ายภาพมาเป็นพันรูปเหลือใบละบาทสองบาทจากค่าจ้างของคนจัดเท่านั้น ไอ้ที่จะขายได้รูปละร้อยนั้น ฝันไปได้เลย เพราะคนปั่น น่าจะเอาเงินไปลงกับยานหมดแล้ว

 

ตามความเคยชินและกติกูคือสำคัญ

คุณรู้กันไหมครับว่า แม้แต่การแข่งจักรยานอาชีพระดับโลก กติกาของการแข่งแต่ละรายการสามารถเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันได้ แม้แต่กติกาของ UCI ที่ควบคุมการแข่งโปรทัวร์ระดับโลก ยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนักปั่น หรือทีมงาน (แม้แต่กรรมการ) ต้องทำการประชุมสรุปรายละเอียดการแข่งก่อนจะเริ่มแข่งให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจกติกาตรงกัน รวมถึงผู้จัดยังสามารถจัดให้มีกติกาพิเศษได้โดยที่ไม่ขัดกับกติกาหลัก แต่สำหรับงานปั่นหรืองานแข่งทั่วไปในบ้านเรานั้น คนมาปั่นส่วนมากจะใช้ความคุ้นเคยในแนวทางการปฏิบัติเป็นสำคัญ ให้น้ำแบบไหน ดราฟท์รุ่นอย่างไร รถเซอร์วิสได้หรือไม่ ทั้งหลายเหล่านี้ บ่อยครั้งที่เกิดการประท้วง กระทบกระทั่งกันของนักปั่นหลังจบงานเพียงเพราะ พวกเขาใช้”กติกู” หรือแนวทางปฏิบัติที่คุ้นเคยมาตัดสินใจทำอะไรลงไป เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็บอกว่า “เขาทำกันมาแบบนี้” หรือบอกว่า “งานนั้นก็ทำแบบนี้ได้”

 

ทุกอย่างคือผู้จัดต้องรับผิดชอบ

หากคุณไปปั่นงานปั่นมาตรฐานสากล ในเอกสารการสมัครแข่งและการลงนามในการลงทะเบียนเข้าร่วม จะมีข้อความว่า “ผุ้ปั่นเป็นผู้เลือกความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยตนเอง ผู้จัดไม่รับผิดชอบใดๆต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น”  ย้ำเลยนะครับว่างานปั่น ไม่ใช่การแข่งสากลด้วย นั่นก็เพราะ พวกเขามองว่า การเลือกความเสี่ยงเป็นหน้าที่ของคนปั่นเอง คุณรู้ตัวคุณเองว่างานนี้ปิดถนนหรือไม่ปิด คุณเลือกที่จะมีพฤติกรรมอย่างไรในการปั่นนั้นๆ เส้นทางลงเขาคุณพร้อมจะเสี่ยงเพื่อเวลาที่แตกต่างกัน 40 วินาทีหรือไม่ ผู้จัดมีหน้าที่”จัดการ” บริหารทางการกีฬาเพือให้คุณปั่นได้อย่างดีที่สุด แต่ไม่ว่าจะจัดการอย่างไรก็ตาม หากคุณซื้อความเสี่ยงด้วยราคาที่สุง ก็มีโอกาสว่าต้องจ่ายในราคาแพงเช่นกัน ดังนั้น คุณในฐานะของนักกีฬาสมัครเล่น นักปั่นนักรบวันหยุด คุณน่าจะรู้ราคาความเสี่ยงของตนเองดีที่สุด

แต่ว่าก็ว่า เป็นที่รู้กันดีว่าส ติดเบอร์แล้ว ขึ้นคร่อมออกตัวไปในวันจริง วิญญาณโปรก็เข้าสิงกันทั้งนั้น จะมากจะน้อย ก็พร้อมใจจะบู๊แหลกแลกความมันส์ โดยที่ลืมไปว่า ปัจจัยรอบตัวไม่ได้เหมือนในทีวีที่ชมกันมาก่อน พอเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา สุดท้าย ผู้จัดต้องรับผิดทุกอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการพัฒนาที่ทั้งนักปั่นและผู้จัดงานต้องเรียนรู้ พัฒนา และศึกษาซึ่งกันและกันต่อไป แนวทางสากลอาจไม่เหมาะสมกับบ้านเราไปเสียหมดทุกอย่าง เพราะเรากินข้าว กินข้าวเหนียว ไม่ได้กินเบอร์เกอร์ ไม่ได้กินพาสต้าแบบเมื่อนอกเมืองนาเขา ดังนั้น อะไรที่ต้องปรับใช้แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ผู้จัดก็คงต้องค่อยๆปรับตัวไปด้วยกัน ในส่วนของคนปั่นเองก็ด้วย ที่บางครั้งเราอาจต้องเรียนรู้และก้าวเดินไปข้างหน้าในแง่พฤติกรรมกันบ้าง จักรยานคุณยังพามันมาถึงจุดนี้ได้เลย เรือ่งเท่านี้จริงๆไม่ควรใหญ่เกินจะเป็นไปได้

Tag :: girotrip
November 12, 2019 cyclinghub 0 Comment