ไม่ว่าจะเป็น แบดมินตัน เทนนิส หรือฟุตบอล จักรยานก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันกับกิจกรรมเหล่านั้นมากนักในแง่ที่มันคือการออกกำลังกายที่หลายๆคนนิยมชมชอบที่จะใช้วันเวลาว่างที่มีออกไปปั่นกันให้สนุกหนำใจ  ตั้งแต่สัปดาห์ละวันไปจนถึง แทบทุกวัน เรียกว่า  ด้วยเสน่ห์ของมัน ช่างเย้ายยวนใจให้เราได้ไปออกแรง เสียเหงื่อ แถมได้รับความสนุกเร้าใจในความเร็วที่พุ่งทะยานฝ่าลมไปด้านหน้า แต่เรื่องหนึ่งที่หลายๆคนคงลืมหรือมองข้ามไปก็คือ จักรยานนั้นเป็นกีฬาเอ็นดูรานซ์ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากกีฬายอดนิยมหลายๆชนิดที่กล่าวมา และนี่เอง ที่ทำให้ จุดบอดหนึ่งของมนุษย์นักปั่นส่วนใหญ่คือ พวกเขามองข้าม”การพัก” ไปอย่างน่าเสียดาย

 

ผมไม่ได้จะมาบอกว่า ฟุตบอล หรือเทนนิส ใช้พลังงานและก่อให้เกิดความล้าน้อยไปกว่าจักรยานนะครับ แน่นอนว่าทุกกีฬาย่อมต้องการการพักผ่อนฟื้นตัวกันทั้งสิ้น แต่สำหรับขาซิ่งสองล้อน่องเหล็กแล้ว การปั่นจักรยานออกรอบอย่างเมามันส์ในแต่ละครัง อาจไม่ได้สร้างความล้าให้กับกล้ามเนื้ออย่างมากมายนัก แต่มันคือ ความล้าที่เกิดขึ้นในระบบการทำงานไม่ว่าจะเป็นระบบพลังงานแบบต่ำ ระบบแอโรบิค ไปจนถึงกล้ามเนื้อบางมัดที่ไม่ได้แข็งแรงมากแต่ถูกนำมาใช้มากในการปั่นจักรยาน ทั้งหมดนี้เอง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักจักรยานที่ปั่นหนักต่อเนื่องตลอดเวลา ติดต่อกันหลายๆครั้งในสัดาห์ จะพบกับปัญหาว่าไม่สามารถพัฒนาได้ตามที่ตัวเองต้องการ เอาง่ายๆครับ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา  พบว่านักปั่นสมัครเล่น ที่ซ้อมจักรยาน 4 วันต่อสัปดาห์ และทุกวันคือการปั่นในระดับที่หนัก หรือมีเวลาต่อเนื่องยาวๆ จะพบปัญหาของ”ทางตัน” ในการก้าวข้ามกำแพงไปสู่สมรรถภาพที่ต้องการกันทั้งสิ้น เหตุผลอธิบายกันง่ายๆก็คือ พวกเขามีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเอง

 

ในนักจักรยานอาชีพ ที่มีการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง พวกเขามีเวลาในการพักฟื้นร่างกายเต็มที่ในแต่ละวัน รวมถึงเข้าถึงการดูแลรักษา ซ่อมแซม ฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าคนทั่วไปมาก ลองถามตัวคุณเองดูนะครับว่า คุณได้ทำการนวดคลายกล้ามเนื้อและลดของเสียในระบบต่างๆทุกครั้งหลังปั่นแบบนักกีฬาหรือไม่ คุณมีนักกายภาพ ทำการสอดส่องดูแลร่างกายเป็นประจำหรือเปล่า ทั้งหมดนี้เอง ที่ทำให้นักจักรยานสมัครเล่นไม่สามารถทำในแบบของนักจักรยานอาชีพได้เลย ซ้ำร้ายอาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังได้อีกต่างหาก

แต่คำถามหนึ่งที่หลายๆคนคงคิดในใจคือ … อ้าว ก็ในแต่ละวัน เรามาปั่นแค่ 1-2 ชั่วโมง แถมไม่ได้ปั่นทุกวันด้วย จะออกยาวๆก็สัปดาห์ละวันเท่านั้น ทำไมมันจะเกิดปัญฆาแบบนั้นได้? คำตอบของข้อสงสัยนี้คือ วิถีชีวิตของคนทั่วไปนั่นเองครับ การทำงานในออฟฟิศ การใช้ชีวิตประจำวัน ขับรถ ประชุม เขียนแบบ ตัดต่องาน วาดรูป ทำสวนตากตรำ ลวกก๋วยเตี๋ยว ไปจน สอนหนังสือ ทั้งหลายเหล่านี้ แม้จะมีโหลดที่ไม่หนักมากเมื่อเทียบกับการออกกำลังกาย แต่มันไม่ได้ช่วยให้คุณสามารถพักฟื้นได้อย่างเต็มที่ เทียบกับการ”นอนพัก” ที่นักกีฬาสามารถทำได้ (เพราะเขาไม่ต้องทำงานอื่นๆเลี้ยงชีพ) มันเลวร้ายกว่ากันหลายๆเท่าเลยทีเดียว ยังไม่นับว่า ในบางอาชีพ การทำงานในชีวิตปกตินั้น นอกจากไม่ช่วยฟื้นฟูแล้ว ยังใช้งานร่างกายหนักหน่วงลงไปอีก อาทิเช่น หากคุณเป็นนักปั่นที่เป็นครูสอนหนังสือ ในหนึ่งวัน คุณต้องยืนสอนหนังสือต่อๆกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง นั่นไม่ได้ดีต่อการพักฟื้นกล้ามเนื้อและคลายของเสียที่อยู่ในนั้นเลย หรือ จะเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่นั่งทำงานกับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวัน ดูแล้วช่างสบายเหลือแสน แต่ในความจริง กล้ามเนื้อที่ตรากตรำมาอย่างหนัก ถูกจับอยู่ในท่าทางที่ไม่ได้เหมาะสมกับการยืดเหยียดตัวอันเป็นตัวช่วยให้มันฟื้นตัว กำจัดของเสียได้ดีขึ้น ในระยะยาว มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย

 

อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือ “ความเครียด” ที่เกิดขึ้น แม้ว่าโดยรวมมันจะส่งผลต่อจิตใจเป็นสำคัญ แต่จิตใจนี่แหละครับคือตัวการสำคัญของการพักฟื้น พักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เมื่อคุณเครียด ร่างกายก็ไม่สามารถพักได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยทางการแพทย์แทบทุกที่ ลงมติตรงกันว่า ความเครียดนั้น ส่งผลกับการนอนหลับ ซึ่งการนอนหลับที่มีคุณภาพ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราฟื้นตัวและพัฒนาได้ ดังนั้นสภาวะความเครียดอันก่อให้เกิดความล้าทางอารมณ์นั้น กลายเป็นปัจจัยสำคัญมากๆที่นักปั่นทั่วไปพบเจอ ซึ่งในนักกีฬาอาชีพ พวกเขาตัดปัจจัยต่างๆพวกนี้ออกไปให้ได้มากที่สุด ไปจนถึง มีนักจิตวิทยา และ/หรือ โค้ช ที่คอยช่วยสอดส่อง วางแผนให้นักกีฬาอยู่ในสภาพที่เหมาะสมทั้งร่างกายและจิตใจ ลองนึกภาพว่า คุณปั่นจักรยานมาอย่างหนักหน่วงเมื่อวานเย็น แต่คุณต้องประชุมงานกับลูกค้า เรื่องโปรเจ็คสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายรายได้ของบริษัทในการปิดงบที่ใกล้เข้ามา ซึ่งทุกสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ร่วมกันกระตุ้นให้คุณยิ่งต้องมีวัน”เบาๆ” ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของคุณ

คำแนะนำง่ายๆที่เราให้ได้คร่าวๆก็คือ ลองจัดสรรให้มีวันปั่นที่ “เบาสบาย” คั่นอยู่บ้างในแต่ละครั้ง จะออกไปปั่น ก็พึงฟังร่างกายของตัวเองเป็นระยะๆ ในวันนั้นสิ่งที่ร่างกายของคุณจะได้รับก็คือ การได้พักความเครียดที่เกิดขึ้น กำจัดของเสียที่มีในร่างกาย แถม คุณได้ลดความเครียดในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้ ช่วยให้คุณพักฟื้น และพัฒนาได้นั่นเอง โดยลองมองดูกันปั่นโซน 2 สบายๆระยะเวลาไม่นานมาก (1-2 ชม.) หรือลงไปปั่นโซน 1 กันไปเลยหากคุณปั่นมาหนักจริงๆ แน่นอนว่ามันดูแล้วช่างไม่สนุก ไม่ก่อให้เกิดความมันส์ แต่ถ้าคุณวางจังหวะมันได้ถูกต้อง เลือกใช้ได้พอเหมาะ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฟอร์มของคุณจะดีขึ้นอย่างทันตาเห็น

ฝากทิ้งท้ายเอาไว้นะครับ ว่าโค้ชมืออาชีพเอง จะวางแผนการฝึกซ้อมโดยใช้ความหนักที่ค่อยๆมากขึ้นสลับเบาเพื่อให้ได้พัก ซึ่งโค้ชต้องทำงานร่วมกับนักปั่นทั้งในการดูตัวเลขและสอบถามตัวคนปั่นเอง ดังนั้นนี่คือบันไดแรกครับ คุณต้องเรียนรู้ที่จะถาม และฟังร่างกายของตัวเองให้ได้ก่อน เพราะแม้คุณจะมีโค้ชเทพมาขนาดไหน แต่ถ้าคุณไม่ฟังร่างกายตัวเอง โค้ชก็อาจไม่สามารถวางแผนให้คุณได้เหมาะสมเช่นกัน ส่วนคนปั่นทั่วๆไปที่ไม่มีโค้ชนั้นเล่า ปัญหาก็คือความ”อยาก” ในใจที่เมื่อเจอเพื่อน เจอบรรยากาศแล้วมันยากจะห้ามใจไม่ให้ซิ่งทะยานออกไป แต่พึงคิดเอาไว้ครับ

“คิดการใหญ่ ใจต้องนิ่ง”

Tag :: Training
August 20, 2020 cyclinghub 0 Comment