คำถามนี้ ถูกถามมาตั้งแต่เมื่อราวปี 1999 ที่เฟรมคาร์บอนเริ่มออกมาจำหน่ยในท้องตลาดเป็นระยะแรกๆ มาจนถึงยุค 2005 ที่เฟรมคาร์บอนเริ่มที่เป็นที่แพร่หลายในตลาดวงกว้าง และในปัจจุบน เฟรมคาร์บอนหลายๆตัวก็มีราคาถูกลงมามากแล้ว และถือว่าได้ผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนาน ซึ่งก็ยังมีคำถามเช่นนี้อยู่ให้เห็นได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายคนมองทางเลือกในการปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์อยู่บ้าน ร่วมต้านโควิดฯ ไปด้วยกันแบบนี้

“เฟรมคาร์บอนจะพังหรือไม่?”

“ควรใช้เฟรมอลูฯแทนดีกว่ามั้ย?”

 

ที่มาของคำถามคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากยุคแรกๆของการเกิดเฟรมคาร์บอน ที่ใช้วิธีการขึ้นรูปแยกเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาต่อกันด้วยข้อต่อ(Lug) ที่ใช้สารประกอบในการต่อเชื่อมที่เรียกง่ายๆกันว่าตระกูล”กาว” นั่นแหละครับเป็นตัวเชื่อมันไว้ด้วยกัน ทั้งเชือ่ระหว่างคาร์บอนกับข้อต่อและคาร์บอน หรือ คาร์บอนกับตัวอลูมินั่ม เช่นพวกเฟรมอลูฯหางคาร์บอนที่คุ้นเคยกันดี ในเวลานั้น มีรายงานจากผู้นำเข้าว่า มีการเคลมเฟรมที่เสียหายจากการนำไปปั่นเทรนเนอร์จำนวนไม่น้อยเลย โดยความเสียหายเกิดจากข้อต่อเหล่านี้เกิดหลุดออกจากกัน เพราะสารประกอบต่างๆนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนแรงบิดสูงๆซ้ำๆในจุดเหล่านั้น ที่พฤติกรรมของแรงไม่เหมือนกับการปั่นบนถนนปกติที่เฟรมไม่ได้ถูกยึดเอาไว้ ซึ่งความเสียหายโดยมากเกิดที่รอยต่อระหว่างหางหลัง(seatstay) กับท่อนั่ง (seat tube) และเรือ่งราวเหล่านี้เองที่ตามหลอกหลอนนักปั่นมาตลอดเกือบๆ 20 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2009 เริ่มมีข้อมูลว่า เฟรมคาร์บอนที่ใช้การผลิตแบบใหม่ ขึ้นรูปชิ้นเดียว (Monocoque) จะไร้ซึ่งปัญหาที่กล่าวมานี้แล้ว โดยหลักการเฟรมเหล่านี้ถูกผลิตมาถือเป็น”ชิ้นเดียว” กันทั้งหมด แม้ว่าในทางปฏิบัติ เฟรมเหล่านี้ ถูกผลิตขึ้นรูปอย่างละเอียดแยกชิ้นส่วนกันไป และนำมารวมกันด้วยการวางประสานเส้นใยคาร์บอนแบบแผ่น และสารทำแข็ง (กลุ่มอีพ็อกซี) ประสานเข้าด้วยกันเฉกเช่นเดียวกับการผลิตชิ้นส่วนแยกชิ้น ดังนั้น จึงมีชั้นและเนื้อประสานที่ถือว่าเฟรมทั้งหมดเป็นชิ้นเดียวกันอย่งาสมบูรณ์ ไม่ใช่การนำมาประกอบเข้าด้วยกันแบบข้อต่อ (Lug) หรือ ท่อชนท่อ (Tube To Tube) แบบเฟรมยุคก่อน เฟรมจึงมีความสามารถในการรับแรงบิดได้อย่างดีเยี่ยม และไม่สามารถหลุดออกจากกันได้ในสภาวะปกติ มีความทนทานต่อแรงในหลายๆทิศทางได้ดีกว่า และทำให้มันสามารถถูกใช้บนเทรนเนอร์ได้อย่างหายห่วงมากขึ้น ข้อแม้ข้อเดียวคือ เฟรมนี้ต้องไม่มีรอยร้าวใดๆภายใน เพราะรอยร้าวเพียงนิดเดียวนั้น จะกลายเป็นจุดวิกฤติของแรงที่ทำให้เฟรมเสียหายได้เร็วขึ้นจากการขึ้นปั่นบนเทรนเนอร์นั่นเอง (ข้อนี้ เฟรมโลหะเองก็เป็นนะครับ)

 

วิศวกรผู้พัฒนาเฟรมได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า เฟรมในยุคใหม่ๆนี้ ออกแบบและทดสอบมาอย่างหนักหน่วงกว่าแต่ก่อนมาก แม้ว่าการใช้งานบนเทรนเนอร์จะไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของการออกแบบ แต่ก็เคยมีการทดลองนำเฟรมมารับแรงบิดระดับ 2000-3000 วัตต์ ที่นักปั่นจักรยานประเภทลู่สร้างได้อย่างต่อเนื่องพบว่าเฟรมไม่ได้มีความเสียหายอะไร ซึ่งการทดสอบในแล็บนั้นเฟรมจะถูกยึดและบิดคล้ายๆกับที่เกิดบนเทรนเนอร์นั่นแหละ จึงน่าวางใจได้ว่า การใช้งานบนเทรนเนอร์ไม่น่าเป็นปัญหาที่น่าคาใจอีกต่อไป รวมถึง นักปั่นอาชีพเอง ก็ใช้จักรยานของพวกเขาที่เป็นคาร์บอน ปั่นบนเทรนเนอร์กันในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกเป็นส่วนใหญ่ แลละยังไม่เคยพบว่ามีการขอเคลมเฟรมจากพวกเขาในเคสนี้ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้

 

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดจากการปั่นบนเทรนเนอร์นั้น แบรนด์จักรยานโดยส่วนใหญ่ ไม่นับเป็นหนึ่งในปัญหาที่สามารถขอเคลมได้ในผู้บริโภคทั่วไปนะครับ หากคุณนำไปปั่นบนนั้นแล้วเกิดฉีก ขาด หัก ก็ไม่สามารถขอเคลมได้ คล้ายโทรศัพท์กันนั้น ที่หากน้ำเข้าเครื่องเสียหาย คุณก็ไม่สามารถขอเคลมมันได้นั่นแหละ ข้อนี้ผมขอเดาเอาว่า เนื่องจากมันมีปัญหาซ่อนเร้นที่เกิดขึ้นได้มาก เช่นความเสียหายระดับเล็กจิ๋ว (Micro Crack) หรือความผิดพลาดในการใช้ที่เกิดได้หากซวยมากพอ และทำให้เฟรมที่ขึ้นบนเทรนเนอร์นั้นเสียหายได้ แบรนด์จักรยานจึงไม่นับเรื่องนี้เป็นปัญหาที่รับรองในวงประกัน แต่ก็นั่นแหละครับ ตั้งแต่มี Zwift ขึ้นมาในโลก บรรดา Zwifter ที่ปั่นบนเฟรมคาร์บอนก็มีนับแสนๆคนทั่วโลก ที่ยังไม่เคยเจอปัญหาเฟรมเสียหายจนเป็นประเด็นขึ้นมาเลย

Tag :: Carbontrainer
April 15, 2020 cyclinghub 0 Comment