ในแวดวงกีฬาอาชีพ หลายๆชนิดกีฬา ชาวเอเชียสามารถเข้าไปสร้างผลงานในอันดับสุงๆได้อย่างเชิดหน้าชูตา แต่ในทางกลับกัน ก็มีอีกหลายกีฬา ที่ดูเหมือนว่า ชาวเอเชียไม่สามารถเข้าไปเีบียดแถวหน้ากับเขาได้เลย ซึ่งจักรยานก็ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในนั้น แต่อะไรคือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ชาวเอเชียตะวันออก ยากที่จะเข้าไปอยู่เคียงไหล่แถวหน้าสุดกับโปรฝรั่งในเวทีระดับสุงสุดได้ นี่คือคำถามที่มีมานานแล้ว และคำตอบของคำถามนี้ ถูกแบ่งออกเป้น 3 เรื่องหลักๆดังต่อไปนี้

 

โครงสร้างการแข่งตั้งแต่พื้นฐาน

มีคนบอกว่า ยิ่งมีคนขี่จักรยานมาก ก็จะยิ่งมีโอกาสมีนักจักรยานดีๆมาก หากคิดเช่นนั้น จีน น่าจะเป็นประเทศที่มีโปรนักปั่นดีๆมากที่สุด แนวคิดนี้ห่างไกลจากความตจริงเป้นอย่างมาก เพราะสิ่งที่สังคมต้องการในการมีนักปั่นระดับชั้นนำ ไม่ใช่จำนวนคนปั่นจักรยาน แต่มันคือ การมีบันไดที่สร้างอย่างเหมาะสมสำหรับคนปั่นจักรยานสุ่การเป็นนักปั่น ไปจนถึงเป้นนักปั่นชั้นนำและโปรในที่สุด ระบบการแข่งสมัครเล่นในยุดรป และสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาให้นักปั่นสามารถไต่ระดับ สะสม สนุก และ เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองขึ้นไปเรื่อยๆได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า”คลาส” หรือ “แคท” ของการแข่งสมัครเล่น ตลอดจนสนามแข่งที่มีให้ลงแข่งอย่างมากมาย ในสหรัฐอเมริกา ช่วงฤดูร้อน บางสัปดาห์คุณอาจเห็นตารางการแข่งมากถึง 20 รายการในรัศมี 50 กม. จากที่ๆคุณอยู่ หรือในยุโรปที่มีรายการแข่งทั้งสมัครเล่นและกึ่งโปรที่จัดกันแทบทุกวันในช่วงพีคๆ ทั้งหมดนี้ สร้างให้นักปั่นาสมารถลับเขี้ยวเล็บและเกิดเป็นเวทีในการฉายแววเส้นทางสู่การเป็นโปรได้ไม่ยาก และเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การแข่งในระดับสุงสุดต่อไปนั่นเอง สำหรับบ้านเรานั้น รายการแข่งที่มีมาตรฐานยังถูกจัดเพียงไม่กี่สิบรายการต่อปี แถมโครงสร้างการจัดการยังแตกกระจายออกเป็นแบบตัวใครตัวมันจัดอีก ดังนั้น บันไดไต่ขั้นของบ้านเรา จึงเหมือนการเดินลุยทางลูกรังขึ้นเขา ที่นานๆทีจะมีนักแข่งชั้นเลิศออกมาสักคน

อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่น ก็มีโครงสร้างคล้ายๆกับบ้านเรา แต่สิ่งที่ต่างคือ ญี่ปุ่นมีความร่วมมือของระดับเมือง และชุมชน สร้างองค์กรการปั่นขนาดย่อมกระจายตัวอยู่ และทำงานร่วมกันหลวมๆในภาพใหญ่เพื่อพัฒนาในกรอบเป้าหมายของตน เช่น “อินเตอร์ไฮ” ที่เป้นเวทีสำหรับนักปั่นมัธยม ซึ่งเกิดจากโครงข่ายความร่วมมือระดับเขต สู่เมือง และระดับประเทศ สร้างนักปั่นอาชีพของญี่ปุ่นขึ้นมามากมาย ทว่า มีนักปั่นไม่มากที่สามารถไปรอดได้ในการแข่งในยุโรป นั่นก็เพราะ บันไดของพวกเขา ยังเทียบไม่ได้กับเส้นทางที่สังคมจักรยานยุโรปเป็น

 

กายภาพที่แตกต่าง เรื่องของพันธุกรรม

ว่ากันว่า กีฬาบางชนิด ชาติพันธุ์บางกลุ่มจะได้เรปียบ เช่น กลุ่มประเทศแถบเคนยา ดูจะไปได้ดีในกีฬาวิ่งระยะไกล ส่วนชาวอัฟริกันร่างใหญ่ก็ได้เปรียบในการวิ่งระยะสั้น สำหรับจักรยาน เคยมีการศึกษาเอาไว้ว่า สิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีคือ ความสามารถของระบบหัวใจและปิดที่ทรงประสิทธิภาพ คู่กับกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง แต่ไม่มีน้ำหนักมากจนเกินไป เพราะพื้นฐานแล้ว จักรยานคือกีฬาที่อาศัยความทนทานเป็สำคัญ การศึกษานี้พบว่า ชาวอัฟริกันมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งก็จริง แต่โครงสร้างร่างกายมีมวลมากและหนักจนเปลืองพลังงานในการทำงานระยะยาว ส่วนชาวอัฟริกันที่ตัวเล็ก ก็มีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งไม่มากพอที่จะระเบิดพลังในการแข่งคลาสสิคได้ดี ส่วนชาวเอเชียนั้น พบว่าเฉลี่ยแล้ว มีระบบแอโรบิคหรือ หัวใแจและปอดที่สู้ไม่ได้กับชาติพันธุ์อื่นๆ ดังนั้น  กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกง่ายๆรวมๆว่าฝรั่ง ที่มีสัดส่วนของหัวใจ ปอด ต่อกล้ามเนื้อและมวลร่างกายเหมาะสมจึงได้เรปียบอย่างมากในการแข่งจักรยาน อย่างไรก็ตาม ในโลกยุควิทยาศาสตร์การกีฬาล้ำหน้า เรื่องเหล่านี้ก็ดูแล้วมีข้อยกเว้น โดยได้พิสุจน์มาแล้วว่านักปั่นเอเชียตะวันออกก็สามารถไปแข่งในชั้นนำได้หลายคน อย่างไรก็ตาม เขาเหล่านั้นก็คือ”ข้อยกเว้น” ที่เราอาจเรียกกันตามความเชื่อของเอเชียตะวันออกว่า “สวรรค์” ให้พรมานั่นเอง

 

ขาดทุนในการสร้างโอกาสไปสู่แนวหน้า

อยากเ)็นโปรยุโรปต้องไปอยู่ยุโรป คำนี้คือสิ่งที่โปรเอเชีย “เช็ง จี” และ “ฟูมิยูกิ เบปปุ” กล่าวเอาไว้ เพราะนักปั่นที่ไปอยู่ยุโรป มีโอกาสที่จะสัมผัสและสร้างตวเองจากพื้นฐานขึ้นมาได้ ซึ่งหากพวกเขาเป้นเพชรของแท้ นี่คือโอกาสดีที่จะถูกเจียรนัยให้จรัสแสงในอนาคต แต่เพชรอีกมากมาย ที่ไม่สามารถไปเก็บโอกาสนั้นได้ ก็ต้องไต่ระดับจากการเป็นโปรเอเชียก่อน ซึ่งด้วยรูปแบบและจำนวนการแข่งขัน ทำให้มีโปรเอเชียไม่มากที่สามารถก้าวสู่เวทีโลกได้สำเร็จ จากนั้นจึงไปต่อที่ระดับแนวหน้าให้ได้

ในอดีตมีโครงการมากมายที่จะสร้างนักปั่นเอเชีย เช่นการส่งนักปั่นไปของ Shimano หรือ Nippo ที่ทำทีมในอิตาลีและปั้นนักแข่งญี่ปุ่นขึ้นมา แต่มันคือการลงทุนมหาศาลชนิดที่ยากจะฝันให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ แม้แต่ในประเทศไทยที่สมาคมจักรยานฯ ส่งนักแข่งไปไล่แข่งในยุโรปเพียงเดือนกว่าๆ ก็ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลเลยทีเดียว  ซึ่งก็เปิดโอกาสให้โปรหญิงของไทยได้ส่องแสงเข้าตาทีมในยุโรปได้สำเร็จ

 

ด้วยปัจจัยหลักทั้งสามประการนี้เอง ที่ทำให้จักรยานยังคงเป็นกีฬาของชนชาติ”ฝรั่ง” ถึงขนาดที่ภาษากลางในการแข่งขันนอกจากภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาสากลแล้ว ยังมีภาษาฝรั่งเศสอีกด้วย ที่สำคัญ นักปั่นเอเชียที่ไปอยู่ยุโรป มักกลับมาพร้อมกับภาษาหลักที่แตกต่างกัน ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัทช์ หรือ อิตาเลียน เหล่านี้สะท้อนว่า กีฬานี้ยังคงเป็นดินแดนที่พวกเรายังต้องรอคอยเวลาก้าวขึ้นไปเทียบได้

แต่ท้ายที่สุด ผมอยากฝากว่า สำหรับประเทศไทยของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นเทานั้น เรายังมีโอกาสและเส้นทางที่ไปต่อได้อีกยาวไกล เพราะเด็กไทย ไม่ยอมแพ้ชาติใดในโลก พวกเขาได้พิสุน์ตัวเองมาแล้วในระดับเอเชียว่า เรานี่แหละ คือแนวหน้าาของเอเชีย ซึ่งเส้นทางต่อไปนั้นจะไปได้อีกไกลแค่ไหน อยู่ที่พวกเรา คนรักจักรยานทุกคน จะช่วยกันเป็นแรงสนับสนุน ผลักดันสร้างเส้นทางและปัจจัยเอื้อเหล่านี้ไปด้วยกัน

Tag :: protour
December 13, 2019 cyclinghub 0 Comment