เส้นทางปั่นที่เป็นอุปสรรคนั้นแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆมากมาย ทั้งทางราบลมแรง ทางขึ้นเขาสูงชันไกลๆ แต่มีอีกหนึ่งรูปแบบเส้นทางที่ดูแล้วเหมือนไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย แถมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเองอย่าง”ทางเนิน” ที่หลายๆคนต้องร้องขอชีวิตเมื่อเข้าไปปั่นเส้นทางชนิดนี้ เอกลักษณ์หลักของทางชนิดนี้คือ รูปแบบเส้นทางจะเป็นเนินเขาสั้นๆสลับกันไปเรื่อยๆทั้งขึ้นและลง ความชันอาจมีทั้งแบบชันมากๆเป็นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ หรือชันไม่มากแต่ยาวสุดลูกหูลูกตา แต่หลักๆนั้นทางแบบนี้ จะมีเนินขึ้นต่อเนื่องยาวไม่เกิน 1 กม. ในทางกลับกัน ทางลงเนินก็ไม่ยาวเกินนั้น ไม่เหมือนกับทางขึ้นเขาที่มักจะเป็นการไต่เขาตามระดับความขันไปเรื่อยๆจนถึงยอดเขา ทางชนิดนี้ พบได้มากในเส้นทางลัดเลาะแนวงทิวเขาต่างๆเช่น ปากช่อง วังน้ำเขียว สวนผึ้ง เส้นทางแถบนครพนม น่าน พะเยา หรือลงใต้ไปทางชุมพร พังงา และ เลียบชายทะเลภูเก็ต เรียกว่า มีครบทุกภูมิภาคของประเทศไทย (อันที่จริงในประเทศไทย มีภูเขาจริงๆอยู่เพียงภาคเหนือ และ ที่ราบจริงๆเพียงไม่กี่จังหวัดในภาคกลางเท่านั้น นอกนั้นจัดเป็นทางเนินเขาแบบนี้ทั้งสิ้น) โอกาสสี้เอง ผมจึงนำเคล็ดลับการปั่นพิชิตทางเนินแบบนี้สำหรับมือใหม่ รวมถึงมือเก่าที่ต้องการผ่านไปแบบเซฟๆมาฝากกันนะครับ

 

Smooth As Slik

ไม่ใช่สโลแกนสายการบินเจ้าจำปีนะครับ แต่มันคือ หัวใจของการปั่นจักรยานให้ใช้พลังงานน้อยที่สุด กล่าวคือ หากคุณออกแรงให้ราบเรียบที่สุด ก็จะใช้แรงน้อยที่สุดในการทำความเร็วไปข้างหน้า ยิ่งคุณออกแรงกระแทกเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเสียกำลังไปมากขึ้นเท่านั้น เพราะ พลังงานในการสร้างความเร่งถือว่าสิ้นเปลืองกว่าการรักษาความเร็ว สมมุติในทางราบ หากคุณออกแรงสม่ำเสมอไปเรื่อยๆที่ความเร็ว 30 กม./ชม. จะใช้พลังงานน้อยกว่าการปั่นแบบเร่งๆผ่อนๆที่ความเร็วเฉลี่ยเท่ากั ก็แปลว่า หากปั่นให้ประหยัดแรงที่สุด โอกาสรอดมากที่สุด มีแรงเหลือไว้แรงช่วงสำคัญที่สุด เราควรปั่นให้ราบเรียบสม่ำเสมอที่สุด อย่าเร่งสู้เนินโดยไม่จำเป็น

 

Keep Pedaling

จุดพลาดแรกๆของมือใหม่เมื่อเจอทางเนินคือ พวกเขามักปั่นขึ้นด้วยกำลังมากมาย เท่าที่จะทำได้ และปล่อยขาฟรีพักให้รถไหลลงเนินมาพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรง ลองย้อนกลับไปดูข้อแรกก็จะพบว่า นี่คือการ”ผลาญ” พลังงานไปอย่างไร้ค่า ในทางกลับกัน มันคือการสร้างภาระให้กับระบบพลังงานเข้มข้นที่มีจำกัดของร่างกาย นักปั่นอาชีพที่ขี่เดี่ยวจัยเวลา มักเลือกที่จะปั่นขึ้นด้วยความหนักกำลังดี ออกแรงให้ท้วมๆพอเครื่องกำลังจะร้อยที่ยอดเนิน แล้วควงขาเติมแรงลงมาแบบสบายๆสลับกันไปเรื่อยๆ วิธีนี้ นอกจากจะสร้างแรงขับเคลื่อนจักรยานได้ต่อเนื่องตลอดทางแล้ว ยังช่วยคลายกรดแล็คติค ของเสียที่ร่างกายผลิตออกมาจากกระบวนการออกแรงที่เข้มข้นขึ้นอีกด้วย ความเร็วช่วงขึ้นเนินที่น้อยกว่าการอัดขึ้นสุดกำลังเพีงไม่กี่หน่วย ชดเชยด้วยการทะยานลงเนินไปอย่างเร็วที่เร็วกว่ากันมากมาย

 

Aerodynamic

เมื่อคนส่วนมากคิดถึงทางเนิน พวกเขามักคิดถึงน้ำหนักเบาเข้ามาก่อน แต่แท้จริงแล้ว ความเร็วที่ได้จากแอโรไดนามิคส์มีความสำคัญมากกว่าที่คิดเยอะมาก เพราะ การลงเนินยาวๆ หรือสั้นแต่ชันที่ความเร็วกว่า 45 กม./ชม. แอโรไดนามิคส์ที่ดีช่วยรักษะและเพิ่มความเร็วรถได้มากกว่าเยอะ นั่นทำให้รถสร้างความเร็วมนทางลงเนินได้มากกว่า ส่งผลให้แรงที่ออกลงไปยังรถในทางลงเนินเกิดเป็นผลของงานที่ได้ประสิทธิภาพ ลองมองไปถึงเฟรมและล้อแอโร่ฯ กับการวางท่าขี่ที่ลู่ลมตอนลงเขาแทนการเหยียดแขนพักชิลฟรีขาลงกันนะครับ

 

Momentum

อยากผ่อนแรงตอนขึ้นก็ต้องทำบุญไว้ตอนลง แล้วผลบุญจะส่งให้เราสุขใจ นั่นแหละครับ เอาทุกๆข้อมารวมกัน คุณก็จะเข้าถึงสัจธรรมนี้ที่ช่วยให้พิชิตทางเนินได้อย่างประหยัดแรง ลงให้เร็ว ส่งให้เราขึ้นเนินไปได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การปล่อยรถให้ไหลเอื่อยๆ แล้วไปเริ่มออกแรงฮึบใหม่นั้น ถือว่า”เสียของ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะการลงเนินที่มีคุณภาพคือ “Free Speed” ที่เราต้องตักตวง หากคุณพบวา เหนื่อยจนไม่อาจจะสร้างแรงส่งลงเนินได้ ให้จำไว้เลยว่า เนินหน้าขึ้นให้เบากว่าเดิมจะได้เหลือแรงส่งลงเนินไปยังลูกต่อไป

 

สุดท้ายนี้ฝากเอาไว้ครับว่า ชีวิตมีขึ้น ก็มีลง อุปสรรคมีให้ปีนไต่แต่ทางลงคือกำไรให้ตักตวง ใช้มันให้ดีที่สุด แล้วอย่างน้อยแม้คุณจะไต่เนินตามเขาไม่ทัน แต่คุณก็จะสามารถลดระยะห่างได้จากการส่งลงเนินที่แข็งแกร่ง รวมถึงมันอาจเป็นหัวใจ ให้คุณจบการปั่นอย่างสวยงามได้เลยทีเดียว

Tag :: climb
March 3, 2020 cyclinghub 0 Comment