“IS” (ไอเอส) คือหนึ่งในศัพท์การแข่งที่ผู้ที่ติดตามการแข่งขันจักรยาน โดยเฉพาะรายการทัวร์ระยะทางไกลจะได้พบเสมอๆ ซึ่งก็เป็นคำถามมาอย่างต่อเนื่องว่า มันคืออะไร วันนี้ ขอนำมาเล่าให้ฟังและรู้จักกันอย่างละเอียดถึงจุดกำเนิด และการดูในเกมส์ว่ามีผลอย่างไรบ้างกับเกมส์การแข่งขัน ซึ่งแน่นอนว่าจุดประสงค์คือ การนำไปเป็นข้อมูลเพื่อการรับชมการแข่งจัรกยานที่สนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

การแข่งจักรยานทางไกลกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และในปี 1905 ในการแข่ง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้เปลี่ยนการตัดสินผลการแข่งด้วยเวลาสะสมของแต่ละคน มาเป็นตัดสินด้วยแต้มที่สะสมได้ โดยที่แต้มนั้นได้มาจากอันดับการเข้าเส้นชัยในแต่ละจุดนั่นเอง คนที่มีแต้มสะสมตลอดการแข่งน้อยที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ชนะของการแข่งขัน  และใช้ต่อมาจนถึงปี 1912 จึงเปลี่ยนกลับมาเป็นตัดสินผมการแข่งขัน ซึ่งนี่คือการก่อกำเนิดของการแข่งขันทางไกล ที่นำแต้มมาใช้ เพื่อให้เกมส์การแข่งขันดูแล้วสูสี สนุกสนานมากขึ้นจนถึงวันหลังๆ แต่ก็ถูกถอดระบบนี้อีกไป เพราะการชนะการแข่งขัน กลายเป็นการแย่งกันสปรินท์เพื่อทำอันดับแทนที่จะเป็นการขี่เพื่อทำเวลาเท่านั้น

 

กระทั่งปี 1953 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 50 ขวบของการแข่งขันรายการนี้ ผู้จัดได้เพิ่มการแข่งขันให้มีรางวัลมากกว่าแค่ผู้ชนะคนเดียว โดยเพิ่มระบบการสะสมแต้มเข้ามาด้วย เรียกว่า Point Classification ซึ่งดึงเอาวิธีการแบบเก่ามาใช้อีกครั้ง นักปั่นจะได้รับแต้มตามลำดับที่เข้าเส้นชัย และมีแต้มบวกสำหรับคนที่ไม่ได้จบกับอันดับแรกๆของแต่ละสเตจ (ก็คือการให้แต้มปรับนั่นเอง) นักปั่นที่มีแต้มน้อยที่สุด ก็ชนะการแข่งขันในหมวดแต้มสะสมนี้ นอกจากมีผู้ชนะด้วยเวลารวมที่น้อยที่สุดแล้ว นักปั่นที่ทำแต้มสะสมได้น้อยที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ชนะในอีกหมวดรางวัล เพื่อเพิ่มความสนุก หลากหลาย และสร้างความเปลี่ยนแปลงเมกส์การแข่งจักรยานไปตลอดกาล

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็ปรับเปลีย่นเป็นให้แต้มสำหรับอันดับแรกๆมากที่สุด และลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นผู้ที่ชนะการแข่งขันในแบบเต้ม คือคนที่มีแต้มมากที่สุด โดยต่อมา แต้มที่ได้จะมาจากทั้งเส้นชัย แต่มีจุดสปรินท์กลางทาง หรือเรียกเล่นๆว่า “Hot Spot” เป็นรางวัลพิเศษแยกขึ้นมาอีก(รางวัลเล็ก) ต่อมาถูกเรียกว่า Intermediate Sprint (IS) และต่อมาพัฒนาให้ในจุด Intermediate Sprint นี้เองที่ให้คะแนนสะสมเพื่อนำไปรวมใน Point classification ด้วย และเป็นแนวปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันนี้

ทีนี้เจ้า IS มันเข้ามามีผลกับเกมส์อย่างไร?

นี่แหละครับ จากกำเนิดของการสะสมแต้ม ผสมกับการวาง”Hot Spot” ทำให้การแข่งขันดุเดือดเผ็ดร้อนมากขึ้นตลอดเวลาการแข่ง เกมส์การแข่งระยะทางยาวๆ (สมัยก่อนแข่งกันยาวมากๆครับ) จึงกลายเป็นรางวัลที่เริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของการแข่งขัน จนมีนักปั่นที่มีความชำนาญพิเศษในการสปรินท์ทางราบ ซึ่งปกติจะเสียเปรียบบนทางเขา ได้มีโอกาสในการเอาชนะรางวัลมากยิ่งขึ้น ถ้าสังเกตกันดีๆ ผู้จัดเอง ก็จะวาง IS เอาไว้ ในจุดที่เหมาะสม เป็นระยะๆ โดยส่วนมากทุกๆราว 1-1.5 ชม. จะต้องมีสิ่งเร้าใจอะไรสักอย่างให้ผู้ชมได้สนุกสนาน

 

สำหรับในมุมของนักกีฬาและทีมแข่ง จุด IS คือปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์เกมส์ ซึ่งอาจจะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดกลุ่มหนีออกไป หรือ จุดสำคัญที่ต้องไล่จับให้ได้ รวมถึง ที่หลังจุด IS มักจะมีการทำเกมส์การแข่งขันที่ร้อนแรงขึ้น ซึ่งมักจะส่งผลกับผลการแข่งขันโดยเฉพาะในทัวร์ระยะไม่ยาวมาก

Tag :: protour
October 8, 2020 cyclinghub 0 Comment