คุณๆเคยรู้หรือไม่ว่า ในการแข่งรายการยิ่งใหญ่ที่สุดของดลกนี้ มีเรื่องราวสะท้อนย้อนหลังอยู่ไม่น้อย แต่น้อยคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน เกร็ดเล็กๆนี้เอง ที่สะท้อนเส้นทางการเดินทางของความเป้นมาของโลกจักรยานได้ดียิ่งกว่าพิพิฒภัณฑ์เลยทีเดียว

TDF จัดขึ้นเพื่อช่วยชีวิตหนังสือพิมพ์ที่กำลังจะเจ๊ง

หนัสือพิมพ์”ลอโต้” (เลอ ออโต้) ที่กำลังประสบปัญหาการเงินอย่างหนักในปี 1903 จำเป้นต้องหาแคมเปญอะไรสักอย่างเพื่อรั้งยอดขายเอาไว้ให้ได้  และหนึ่งในกองบรรณาธิการก็เสนอว่า จัดแข่งจักรยานเลยสิ ซึ่งในเวลานั้น จักรยานเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีคนติดตามไม่น้อยโดยเฉพาะในฝรั่งเศส เพราะเป็นพาหนะชนิดใหม่ที่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทุกคนสามารถครอบครองได้ มีราคาไม่แพง แถมสภาพทางสังคมของยุโรปในยุคนั้นเกิดถนนใหม่ๆเยอะมาก ไม่เพียงเมืองหลวงหรือเมืองหลัก แต่มีการทำเส้นทางเชื่อมระหว่างชนบทต่างๆ จากเดิมเป็นทางดิน างหิน ที่ใช้ขนส่งลำเลียงพลทางการทหาร การเดินทางก่อนหน้านั้นใช้รถไฟระหว่างเมืองเป็นหลัก แต่การมาของรถยนต์ในช่วงนั้น(ของเล่นคนรวย) ทำให้เริ่มมีถนนเชื่อมระหว่างเมืองเล็กๆ และเมื่อจักรยานกลายเป็นสินค้าประจำบ้านในเวลานั้น ถนนเหล่านี้จึงได้รับความสนใจมากขึ้น คนเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น กีฬาจักรยานจึงกลายเป็นสิ่งบันเทิงที่จะนำเอายอดมนุษย์มาปั่นแข่งกันระหว่างเมือง บนถนนที่คนทั่วๆไปก็สามารถปั่นและสัมผัสความเป็นยอดมนุษย์ได้ ต่างๆ นสพ.ลอโต้ เองก็คิดว่าการแข่งอย่างไรมันถึงจะสุดขีด เอาล่ะวะ แข่งวนรอยฝรั่งเศสมันเสียเลย และกลายเป็นสุดยอดมหากีฬายอดมนุษย์สุดอึด ที่จะมีการตีพิมพ์รายงานการแข่งทุกๆวัน อย่างน้อยๆ ต้องได้ยอดคนอ่านในช่วงนั้น และขายโฆษณาเข้ามาได้ และจากวันนั้นเอง ที่ทำให้ นสพ. ฉบับนี้”รอดตาย” มาได้ และกลายเป็นตำนานแห่งกีฬาที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในโลกรายการหนึ่ง

Thomas Voeckler on stage eighteen of the 2012 Tour de France

เสื้อเจ้าภูเขาเป็นลายจุดเพราะช็อคโกแล็ต

เสือ้เหลืองที่คุ้นตานั้น มีขึ้นมาเมื่อปี 1919 (16 ปีหลังจากการแข่งขันครั้งแรก) เพื่อแสดงให้คนดูได้เห็นว่า ผู้นำในเวลานั้นอยู่ตรงไหนของการแข่งขันเวลาที่ผ่านไป และขายสปอนเซอร์บนเสื้อได้ เพราะใครๆก็ต้องถ่ายรูปคนใส่ไปลงข่าว) เลือกใช้สีเหลืองที่เป็นสีของกระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์ลอโต้ นั่นแหละ จากนั้นตามมาด้วยการกำเนิดระบบการสะสมแต้มเพื่อชิงชัยผู้นำแบบแต้มแยกออกมาอีก ทำให้เกิดเสื้อเพิ่มมาอีกตัว ซึ่งผู้จัดก็ให้สีของสปอนเซอร์เป็นสีของเสื้อสีเขียว เพราะสปอนเซอร์เป็นแบรนด์เกี่ยวกับเรื่องสวนๆ ต้นไม้ๆ นั่นเอง ส่วนเสื้อเจ้าภูเขานั้น ถูกกำเนิดมาอย่างเป้นทางการในตูร์ฯ จากผู้สนับสนุนที่ชื่อว่า “พูแลง” ที่เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่ปี 1950 โดยเลือกใช้ลายจุดตามลวดลายของห่อมช็อคโกแล็ตที่สนับสนุนเสื้อตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ และยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ตำนานบทนี้ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าเท็จจริงอย่างไร เพราะ ไม่มีใครหาเจ้าช็อคโกแล็ตรุ่นนี้เจอเสียแล้ว (ในตำนานกล่าวว่าเป็นช็อคโกแล็ตของพูแล็งชนิดหนึ่งที่เพิ่งออกมาในยุคนั้น ยี่ห้อนี้ก็ไม่ได้ใช้ลายจุดทุกแบบ) จึงมีตำนานอื่นๆเทียบเคียงเช่น สีของพูแล็งเป้นสีแดง หรือแม้แต่ คนจัดเกิดไปเห็นเสื้อลายจุดในการแข่งในเวโลโดรมเลยเอามาสร้างเป็นเสื้อลายจุดแดงให้พูแล้ง เพราะเสื้อแดงเรียบๆนั้นนอกจากจะดูไม่ดียังเป็นสีของหนังสือพิมพ์คู่แข่งอีกต่างหาก

การโกงการแข่งขันมีมาคู่กันตั้งแต่เริ่มแรก

ผู้ชนะในปีแรก (1903) เมารีซ การิน (เมอคีส กาคีน) ลงแข่งขันในปีที่สอง (1904) และสามารถทำเวลารวมเป็นผู้ชนะได้อีกหลังจากจบเสตจที่ 6 (สัมยนั้นแข่งกันวันละ 300-500 กม.) เรือ่งราวฉาวโฉ่ของการแข่งขันก็กำเนิดขึ้นมาพร้อมๆกับความสนใจของคนดูจำนวนหมาศาลที่ติดตามการแข่งขัน เมื่อหลังจบการแข่ง การิน ซึ่งชนะอีกครั้งในปีที่สอง กับนักแข่งอีกจำนวนมาก ถูกกล่าวหาว่า”โกง” การแข่งขัน ทางผุ้จัดไม่ได้แก้ไขอะไรกับเรือ่งราวนี้ ทว่า UVF หรือ สมาพันธ์จักรยานนานาชาติในเวลานั้น เข้ามาสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง (หน่วยงานนี้ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันให้ออกมายุติธรรม) และพบว่า มีนักกีฬาที่ทำผิดกติกาในเรื่องของการใช้รถยนต์เข้าช่วย กระทั่งถึงขั้น”รถไฟ” (เพราะในเวลานั้น นักปั่นไม่ได้เกาะกลุ่มกันตลอดเวลา ต่างคนต่างปั่นไป ไม่มีการถ่ายทอดสด ใครแอบโดดขึ้นรถไฟไป ใครจะไปรู้ล่ะ) ทำให้สั่งยกเลิกผลการแข่ง ถือว่าผลของผู้ชนะเสตจทั้ง 6 เสตจ และผู้นำเวลารวมทั้ง 4 คน (รวมเป้น 10 คน) ถือเป็นโมฆะ แถมยังมีโทษแบน โดยสองคนในกลุ่มนี้ โดนแบนตลอดชีวิต (จากการที่โกงรายการอื่นมาแล้ว ยังมาโกงอีก) ทำให้ผู้ชนะในปีนั้นคือ อังรี คอร์เนต์ วัยเพียง 19 ปี ซึ่งก็กลายเป้นผู้ชนะรายการนี้ที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาลโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม อังรี ก็ถูกตักเตือนระหว่างการแข่งขันว่ามีการขึ้นรถยนต์โดยไม่เหมาะสมแต่ไม่ร้ายแรงจนถึงกับต้องถูกตัดสิทธิ ในการแข่งปีนี้ มีนักกีฬาเพียง 15 คนจาก 27 คนที่จบการแข่งขัน ถูกตัดสิทธิ และมีเพียงไม่ถึงสิบคน ที่จบการแข่งขันโดยไม่ถูกตักเตือนเรื่องการผิดกติกาเลย

มีมนุษย์เพียงคนเดียวที่ชนะได้ถึง 7 ครั้ง

แต่มนุษย์นั้นใช้ร่างกายที่เกินธรรมชาติที่กำหนดให้แข่งขันได้ นั่นคือ แลนซ์ อาร์มสตรอง ผู้ที่สร้างกระแสจักรยานให้ยิ่งใหญ่ในดลกนี้ ไม่เพียงแต่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น แต่คือกระแสที่โลกต้องติดตามจากชายผู้ซึ่งเล่นกีฬาไม่ได้เรื่องในวัยเด็ก เขาไม่สามารถเล่นเกมส์กีฬาของอเมริกันชนได้ดีเลยสักอย่าง ทั้งอเมริกันฟุตบอล บาสเก็ตบอล เทนนิส จนในที่สุดเขาหันเข้าสู่การวิ่ง และไปในดลกของไตรกีฬาในวัยรุ่น และค้นพบศักยภาพด้านจักรยานของตนเองในเวลาต่อมา (เป็นันกไตรฯระดับชาติเลยนะครับตอนนั้น) จนทำให้เขากลายเป็นนักปั่นอาชีพและตัดสินใจเดินตามเส้นทางของ เกร็ก เลอมองด์ รุ่นพี่นักปั่นมะกัน ยกทีมไปฝังตัวตระเวนแข่งกับพวกยุโรปกันอย่างจริงจัง และทำทุกวิธีที่จะชนะให้ได้ และจะทำทุกทางให้ไปสุดกว่าทั้งทางขาวและทางดำ ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ศาสตร์ทุกแขนง ทั้งที่รู้ว่าผิดและยังเทาๆในเวลานั้นเพื่อให้ได้ชัยชนะ เปลี่ยนจากชายผู้รอดจากโรคมะเร็งในช่วงหนึ่งของการแข่งขันที่ต้องหายตัวไปรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก กลับมาเป็นผู้ชนะติดต่อกันได้ถึง 7 สมัย แต่ในที่สุด เขาก็โดนยึดตำแหน่งทั้งหมดนั้น และถือว่า การแข่งในช่วงนั้น ไร้ซึ่งผู้ชนะนั่นเอง

ทำให้สถิติการชนะรายการนี้ ยังคงอยู่ที่ 5 ครั้ง ครองโดยตำนานนักปั่น 4 คนได้แก่ ฌัค อังตีลล์, เอ็ดดี เมิรคซ์, เบอค์นาด อีโนต์ และ มิเกล อินดูแรน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีเพียง คริสโตเฟอร์ ฟรูม จากอังกฤษ คนเดียวเท่านั้นที่จะมีแววขึ้นมาเป็นคนที่ 5 ได้สำเร็จ แต่ด้วยมนต์ขลังพลังแห่งสีเหลือง ทำให้ในปีนี้ เขาก็ไม่สามารถลงแข่งขันได้อีก ก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่า ในช่วงอายุที่ยังเหลืออยู่ของ คริส ฟรูม จะสามารถคว้าแชมป์ได้อีกสักครั้ง และขึ้นมาเป้น 1 ใน 5 ผู้ยิ่งใหญ่ และจะมีลุ้นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ชนะ 6 ครั้งได้หรือไม่ เพราะวัยก็ล่วงเลยมาจน 34 ปีแล้ว

July 4, 2019 cyclinghub 0 Comment