อันแดบแรกสุดเลยครับ จริงๆแล้วภาษาไทยเรียกมันว่า “อะลูมิเนียม” ไม่ใช่ “อลูมินั่ม” หรือ “อะลูมินั่ม” อย่างที่ติดปากกัน แต่ก็นั่นล่ะนะครับ เพื่อความชินปาก ผมก็จะขอเรียกมันว่า “อะลูฯ” สั้นๆง่ายๆอย่างที่พวกเราเข้าใจกัน ซึ่งในวันนี้จะพามารู้จักกับ 5 เรื่องที่คุณควรรู้ แต่อาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเฟรมจักรยาน ที่ผลิตจากอะลูฯ มีอะไรบ้างนั้นไม่เสียเวลาอ่าน มาเริ่มกันเลย

 

อะลูฯเริ่มต้นพร้อมๆเหล็ก

การกำเนิดของเฟรมจักรยานจากวัสดุอะลูฯนั้น จริงๆแล้วเริ่มมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แทบจะไม่นานหลังจากที่มีจักรยานเหล็กเสียด้วยซ้ำ โลหะผสมชนิดนี้ ถูกนำมาเป็นทางเลือกในการผลิตเฟรมจักรยาน และถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่การผลิตจักรยานกลับมาเดินหน้าต่อด้านการพัฒนาเทคโนโลยี หลังจากที่หยุดไปนานหลายปี ก็ทำให้ไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น อะลูฯ ถูกเข้ามาแทนที่ในการแข่งขันชั้นนำไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ยุค 70s เป็นต้นมา เฟรมอะลูฯ ก็สร้างความนิยมมากขึ้น และอยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 ดังนั้น เป็นเวลามากกว่า 100 ปี ที่่วัสดุนี้สามารถอยู่ในอุตสาหกรรมจักรยานได้ และเป็นเวลากว่า 50 ปี ที่วัสดุชนิดนี้ ถูกใช้อยู่ในแนวหน้าของจักรยานแข่งระดับสูง โดยเข้ามาแทนที่เหล็กกล้า และ เบียดกับคาร์บอนไฟเบอร์ จวบจนปัจจุบัน ก็ยังมีเฟรมอะลูฯคุณภาพสูงมากผลิตออกมา

 

คุณสมบัติของอะลูมินั่ม

เหล็กกล้า หรือเหล็กผสมโครโมลิบดินั่มอัลลอย (โครโมลี) ที่ถูกใช้เป็นวัสดุทำจักรยานยอดนิยมในช่วงแรก มีจุดอ่อนอยู่ที่ความสติฟฟ์ และความแข็งแกร่งของมัน แต่มีจุดดีที่การเชื่อมต่อทำได้ง่าย คงทนและแข็งแรงในระยะยาว ทว่าก็มีสนิม(ออกไซด์)  ที่สามารถกัดกร่อนเนื้อวัสดุได้ ทำให้อะลูฯ ที่ถูกนำมาเป็นทางเลือกนั้น โดดเด่นด้วยความแข็งแกร่งที่มากกว่า ทำให้มันถูกนำมาสร้างจักรยานได้โดยมีน้ำหนักที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม อะลูฯ มีปัญหาด้านการเชื่อมที่ทำได้ยากกว่าเหล็ก เนื้อวัสดุเองก็มีความล้ามากกว่า สามารถฉีกขาดได้ง่าย และไม่สามารถคืนตัวได้ แน่นอนว่ามันไม่มีสนิมแบบเดียวกับเหล็ก แต่ก็มีออกไซด์ที่เกิดขึ้นเป็นคราบได้เช่นกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้กัดกร่อนให้เนื้อวัสดุเสียหาย อย่างไรก็ตาม อะลูฯ ไม่เป็นมิตรกับเกลือ  มันสามารถเสียหายได้จากความเค็มของเกลือหรือเหงื่อของเรา

 

ข้อดีของอะลูมินั่ม

จากที่กล่าวมาแล้ว อะลูฯ สามารถทำให้น้ำหนักจักรยานหายไปได้เป็นกิโลกรัม และพัฒนาเทคโนโลยีไปได้อย่างมาก น้ำหนักที่เบาจึงเป็นจุดกำเนิดแรกที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้สนใจ รวมถึงความสติฟฟ์ที่ได้จากวัสดุนี้ ทำให้จักรยานสามารถส่งกำลังได้อย่างดีเยี่ยม เทียบกับเหล็กกล้าแล้ว มันแข็งกว่ากันหลายๆเท่า เมื่อนักปั่นทำการสปรินท์ทางราบ หรือโยกขึ้นเขา เฟรมอะลูฯ จะสามารถส่งแรงไปได้ดีกว่า มีการให้ตัวที่น้อยกว่ามาก ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาต่อมามากขึ้น ทำให้ในช่วงท้ายของยุคอะลูฯ เราได้เห็นเฟรมอะลูฯที่มีสมรรถนะโดยรวมไม่ได้รองคาร์บอนเลย แม้ทุกวันนี้ ก็ยังมีเฟรมอะลูฯที่ขี่ดีกว่าเฟรมคาร์บอนระดับเริ่มต้นเสียอีก

 

ข้อเสียของอะลูมินั่ม

ด้วยข้อจำกัดของวัสดุนี้ แน่นอนว่ามันจึงต้องถูกแทนที่ด้วยวัสดุอื่นๆ ข้อเสียสำคัญอันดับแรกคือ ความกระด้างที่เกิดจากความแข็งของตัววัสดุเอง แรงสะเทือนต่างๆจากถนนถูกส่งขึ้นมาที่ผู้ขี่ได้อย่างมาก ทำให้เกิดความล้าในการขี่ ไม่ใช่ผลดีกับการขี่ทางไกลเลย ที่สำคัญ เฟรมอะลูฯ สามารถฉีกขาดได้ทั้งที่รอยต่อและตัวเฟรมเอง จากการกระแทก ชน หรือแรงบิดสูงๆ เพราะตัวมันเองเป็นโลหะที่ไม่สามารถทนต่อแรงกระทำที่ก่อให้เกิดการบิดตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ดี ยกตัวอย่างง่ายๆครับ มันแข็งแต่บิดงอไม่ได้ แบบคลิปหนีบกระดาษ ที่พอเราบิดไปบิดมาไม่กี่ครั้ง มันก็จะขาดจากกัน นั่นทำให้การออกแบบรูปทรง และการประกอบชิ้นส่วนเฟรมทำได้ไม่อิสระเท่ากับคาร์บอนไฟเบอร์ที่เข้ามาแทนที่ แม้ว่าคาร์บอนในช่วงแรกๆไม่ได้เบาไปกว่าอะลูฯมากนัก แถมสติฟฟ์น้อยกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป อะลูฯ ที่เข้าสู่จุดสูงสุดของเทคโนโลยีก็ต้องยอมแพ้ให้กับเทคโนโลยีคาร์บอนที่ยังมีทางไปต่อได้

 

เฟรมอะลูมินั่ม มีต้นทุนสูงกว่าคาร์บอน

ข้อนี้ต้องอธิบายกันยากสักนิด ถ้านับกันจริงๆแล้วเฟรมคาร์บอนมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามากครับ ต้นทุนของมันไปตกที่เทคโนโลยีและการวิจัยมากกว่า ในขณะที่เฟรมอะลูฯ ต้นทุนของมันไปอยู่ที่วัสดุและการบวนการผลิตเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การสร้างเฟรมอะลูฯขึ้นมาสักโมเดล จึงใช้ต้นทุนที่สูง ยิ่งถ้าเป็นเฟรมที่ใช้การออกแบบซับซ้อน ยิ่งทำให้มีราคาสูงเข้าไปใหญ่ หากจะผลิตให้ได้ถูกๆก็ต้องผลิตมากๆ แต่จะผลิตออกมามากได้อย่างไรในเมื่อในระดับราคาเดียวกัน พวกเขา(แบรนด์จักรยาน)สามารถขายเฟรมคาร์บอนรุ่นเร่ิมต้นได้ ดังนั้น อะลูฯ จึงเป็นวัสดุสำหรับเฟรมรุ่นล่างๆ จักรยานรุ่นเริ่มต้น ที่ผลิตออกมาปริมาณมหาศาล ลดต้นทุนได้มากนั่นเอง เราจะเห็นได้ว่า แบรนด์จักรยารนใหม่ๆที่ไม่เน้นขายปริมาณมากๆ พวกเขาไม่แม้แต่จะคิดผลิตเสือหมอบอะลูฯออกมาเลย  และ คาร์บอนไฟเบอร์จากประเทศผู้ผลิต สามารถทำราคาต่อหน่วยออกมาได้ถูกจนเฟรมอะลูฯพวกนี้ขายยากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ เฟรมอะลูฯในยุคนี้ รุ่นต่ำสุดเอง ก็ยังขี่ดีกว่าเฟรมอะลูฯ ที่ ฌอน เคลลี ขี่ชนะ TDF เมื่อหลายสิบปีก่อนด้วยซ้ำ และมันก็มีสมรรถนะโดยรวมที่ไม่ได้ห่วยไปกว่าเฟรมคาร์บอนรุ่นต่ำๆ

October 29, 2020 cyclinghub 0 Comment