เป็นที่รู้กันดีอยู่ครับว่า การวิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ทำได้่ง่ายสุดๆ และการปั่น ก็เป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่สนุกและมีคนติดใจกันอันดับต้นๆ ซึ่งก็แน่นอนอีกว่า มีคนวิ่งที่ชอบปั่น กับมีคนปั่นที่ชอบวิ่ง อีกเพียบ แม้ว่า หากมองเน้นไปที่การเล่นกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ในทางหลักการแล้ว นักวิ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นนักปั่นที่ดี และนักปั่นก็ไม่ได้สามารถวิ่งได้ดีเสมอไป หากจับเอานักวิ่งมาราธอนไปขี่จักรยานอาจจะจอดไปไม่เป็นท่า ส่วนจับเอาแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ไปวิ่ง ก็คงนอนตายกองอยู่ริมทางได้ง่ายๆ  อย่างไรก็ตาม ในการฝึกซ้อมกีฬาของนักกีฬาเหล่านั้น ก็มีคำแนะนำให้ลอง”ครอสเทรนเนิ่ง” หรือข้ามไปฝึกฝนอย่างอื่นบ้าง เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆกัน วันนี้ มาดู 3 ข้อหลักที่ทั้งปั่น และวิ่ง มีผลดีต่อกัน

 

ความทนทานของกล้ามเนื้อ

การวิ่งใช้กล้ามเนื้อที่หนักหนาสาหัสกว่าการปั่นมาก การที่นักวิ่งต้องสร้างแรงต้านการกระแทกพื้นที่ร่างกายพุ่งไปข้างหน้า และส่งกำลังผลักร่างกายไปต่อ นั่นคือสาเหตุสำคัญที่การวิ่งกินพลังงาน และต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่านักปั่นที่มีระบบกลไก เฟือง ทุ่นแรงอยู่บนรถ (เพราะจักรยานคือเครื่องทุ่นแรงให้เราเดินทางได้เร็วและไกลขึ้น) ดังนั้น ในมุมของคนรักการปั่น การแบ่งเวลาไปลองวิ่งบ้างพอให้สนุกสนาน ในความหนักที่เหมาะสม ช่วยสร้างกล้ามเนื้อบางส่วนที่ใช้งานร่วมกันได้ดีกว่าการปั่นอย่างเดียวนั่นเอง แถมยังได้เรื่องระบบคาร์ดิโอควบคู่ไปพร้อมๆกัน

 

ช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

สำหรับการปั่นจักรยานที่มีกลไกทุ่นแรงนั้น เราสามารถปั่นออกกำลังกายให้หัวใจและปอดทำงานหนักมากๆได้โดยที่กล้ามเนื้อแทบไม่ต้องรับโหลดขนาดหนักเลย ดังนั้น มีทฤษฏีว่า หากคุณชอบวิ่งออกกำลังกาย แล้วแบ่งเวลาไปปั่นบ้าง คุณจะได้ฟื้นร่างกายจากการวิ่งหนักๆได้ง่ายขึ้น การปั่นซอยขาเกียร์เบาๆ กินเวลา 1-2 ชม. กล้ามเนื้อจะได้ขยับตัวซึ่งช่วยลดของเสียจากการทำงานหนัก ที่สำคัญ ระบบคาร์ดิโอ ก็ยังได้ฝึกฝนในระยะต่อเนื่องได้โดยร่างกายมีความล้าต่ำกว่าการวิ่ง 2 ชม. มาก

 

ทั้งสองอย่างคือกีฬาเอนดูรานซ์เหมือนกัน

ในบรรดากีฬาต่างๆ กีฬาที่เป็นเอนดูรานซ์ที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ วิ่ง และ ปั่นจักรยานนั่นเอง เพราะมีพื้นฐานมาจากระบบความอดทนของร่างกาย การทำงานของระบบคาร์ดิโอและการใช้พลังงานแบบแอโรบิคเป็นกุญแจสำคัญ ดังนั้น ทั้งสองชนิดการออกกำลังจึงพัฒนาสร้างความแข็งแรงให้ระบบหมุนเวียนโลหิต และระบบหายใจได้ดี สิ่งที่แตกต่างกันคือ รายละเอียดการใช้กล้ามเนื้อและรูปแบบแรงกระทำที่กล้ามเนื้อต้องออกแรง ดังนั้น มีแนวโน้มว่า คนวิ่งที่ดีจะสามารถขี่จักรยานไหว และคนปั่นจักรยานได้ก็สามารถไปวิ่งด้วยเช่นกัน แถมยังช่วยพัฒนาซึ่งกันและกันในเรื่องของความจุระบบแอโรบิคอีกด้วย

 

ทั้งนี้ ต้องดูกันก่อนนะครับว่า ท่านเป็นผู้ออกกำลังกาย หรือนักกีฬา หากเป็นนักกีฬาที่จะทำครอสเทรนนิ่ง ก็คงต้องวางแผนตารางหรือปรึกษาโค้ชให้ดีๆครับเพราะมันจะมีเรื่องผลกระทบต่อแผนการซ้อมโดยรวมทั้งการพักผ่อน ความล้า และการพัฒนาเฉพาะทาง แต่ถ้าท่านเป็นคนชอบออกกำลังกาย รับรองได้ว่า การวิ่งแล้วมาปั่น กับการปั่นแล้วไปวิ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้โลกของชีวิตแอ็คทีฟของท่าน ไม่ซ้ำซากจำเจ มีรสชาติที่สดใสซาบซ่าไม่รู้เบื่อ

June 10, 2020 cyclinghub 0 Comment