หากติดตามเนื้อหาการพัฒนาการปั่นจักรยานมาโดยตลอด จะต้องพอคุ้นแน่ๆว่า จะขี่จักรยานให้ได้ดีนั้น คุณต้องมีกล้ามมเนื้อ”แกนกลางลำตัว” หรือ “คอร์มัสเซิล” ที่แข็งแรง เพื่อความนิ่งของร่างกายที่อยู่บนจักรยานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยให้ออกแรงปั่นได้อย่างดีเยี่ยมกว่าการใช้ขาปั่นอย่างเดียวเท่านั้น พูดง่ายๆว่า กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวนั้นคือหัวใจสำคัญของการปั่นจักรยานให้ได้ดีเลยทีเดียว แต่อีกด้านหนึ่ง ก็พบว่า ท่าขี่ที่ดีเหมาะสมนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณต้องมีร่างกายที่ยืดหยุ่นด้วย ไม่เช่นนั้น เมื่อขึ้นไปขี่บนจักรยานเสือหมอบแล้ว ร่างกายของคุุณจะต้องทนทรมาณกับการก้มตัวมากจนเกินที่จะออกแรงได้เช่นกัน

แต่อะไรล่ะจะสำคัญกว่า เพราะทั้งสองประการนั้นดูจะไม่ได้ไปบนเส้นทางเดียวกัน

 

แน่นอนว่าความยืดหยุ่นคือตัวแปรแรกสำหรับการจัดท่าขี่ของคนๆหนึ่ง เพราะมันเป็นข้อจำกัดพื้นฐานในการวางท่านั่งบนจักรยาน ตั้งแต่เบาะ จนถึงระยะของการควงขา เื้อมตัวไปที่แฮนด์ และก้มลงจับแฮนด์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งหมดนี้ ต้องพิจารณาจากความยืดหยุ่นของร่างกายคนขี่เป็นหลัก อย่าแปลกใจว่ารถของนักแข่งโปรๆที่เบาะสูง แฮนด์ต่ำ เอื้อมยาวๆ พวกเขามีร่างกายที่ยืดหยุ่นดีเยี่ยมจึงสามารถก้มและเอื้อมยืดตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง มุมสะโพกที่พับลงโดยที่ายังคงออกแรงได้ดี ก็เป็นอีกผลลัพธ์ของการมีร่างกายที่ยืดหยุ่นด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่ามีไม่น้อยเลยที่ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากเกินไปหรือเรียกกันว่า Over Flexibility ที่ส่งผลให้ข้อต่อต่างๆมีความสามารถในการยืดหด รับแรง ยึดเหนี่ยวได้ด้อยลง ในกีฬาที่มีการกระทบกระทั่งอาจเป็นปัญหาข้อต่อหลุดได้มากขึ้น แต่สำหรับจักรยานซึ่งมีการกระแทกต่ำนั้น ปัญหานี้พบได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ร่างกายที่ยืดมากจนเกินไป ก็อาจไม่สามารถออกแรงได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

 

ในทางกลับกัน เมื่่อร่างกายสามารถยืดหยุ่นได้ดีจนทำท่าขี่ที่ต้องการได้ แต่ก็ต้องมีกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่ดีเพื่อจะรักษาท่านั้นเอาไว้ได้เช่นกัน มันไม่มีประโยชน์เลยหากคุณสามารถยืดหยุ่น ก้มและเหยียดได้ดีแต่ไม่สามารถคงอยู่ในท่านั้นได้นิ่ง นักปั่นไม่ได้อยู่บนจักรยานด้วยการลงน้ำหนักที่ไหล่และแขนแม้ว่าพวกเขาจะก้มลงมากก็ตาม น้ำหนักโดยรวมอยู่และนิ่งได้ด้วยกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมากกว่า ซึ่งมันยังช่วยให้การออกแรงของกล้ามเนื้อมัดหลักๆที่ก่อให้เกิดกำลังที่ขาทำการยืดและหด ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่ในทางกลับกันอีกนั่นแหละ ที่พบอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะกับนักปั่นสมัครเล่นที่มชีวิตปกติทำงานต่างๆนอกจากปั่นจักรยาน เพราะพวกเขามักมีการยืดเหยียดและนวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อเหล่านั้นไม่เพียงพอ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานในเวลาปกติ แต่กล้ามเนื้อที่มีการหดเกร็งในบางชิ้น กลับกลายเป็นปัญหาในการออกแรงในการปั่นได้เช่นกัน

 

ดังนั้น จริงๆแล้วการมีทั้งความยืดหยุ่นที่ดี และความแข็งแรงที่เหมาะสม คือปัจจัยสำคัญของการปั่นจักรยานที่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องไปขี่จักรยาน เพียงคุณเริ่มการปั่นอย่างเบาๆเพื่อเริ่มใช้งานกล้ามเนื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไป และลดความหนักจนถึงการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังปั่น ก็จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆพัฒนาไปได้อย่างช้าๆมากขึ้น เพียงเวลา 2-3 นาทีหลังปั่น  หากคุณยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ คุณจะปั่นจักรยานได้ดีขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม การใช้วันว่างเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ร่วมกับการเพิ่มความยืดหยุ่น ก็เป็นอีกคำแนะนำที่จะช่วยคุณได้ หากคุณต้องการผลการปั่นที่ดีขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง

October 14, 2019 cyclinghub 0 Comment