บทความนี้ เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง หากคุณกำลังมองหาเหตุผลในการจะปั่นจักรยานให้ตัวเองมีความฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น และ คุณสาวๆ ก็สมควรที่จะอ่านเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางว่า จักรยานจะช่วยให้ช่วงเวลาของการขี่แต่ไม่ถีบ ดีขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์!! เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วครับว่า การออกกำลังกายนั้น ส่งผลดีต่อสุขภาพของเราในทุกๆด้าน ทั้งร่างกาย กายภาพ และจิตใจ แต่ไม่เพียงเฉพาะสุขภาพกายเท่านั้น แต่การเล่นกีฬายังมีผลดีส่งต่อไปถึงช่วงเวลาแห่งความสุนทรีย์แห่งการขี่อีกด้วย ซึ่งต่อไปนี้ คือผลวิจัยล่าสุดที่ทำออกมาช่วยยืนยันได้ว่า นักปั่นนั้นนอกจากจะแข็งแรงแล้ว ยังขี่อึด ขี่ทน ขี่นาน ขี่แล้วเบิกบานได้ยิ่งกว่าใคร

 

การศึกษาในสหรัฐอเมริกา ต้องการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมปั่นจักรยาน กับระบบภายในและช่องทางเดินปัสสาวะ รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติการภารกิจพิชิตจุดสุดยอดของหนุ่มสาวนักปั่น  อ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งคิดนะครับว่าเราจะพูดถึงความแข็ง ความอึด ความทน แต่การศึกษานี้พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่าง การกดทับที่จุดอ่อนโยนจากการนั่งปั่นจักรยานนานๆ จะส่งผลต่อความสามารถในการปฏิบัติภารกิจทางเพศมากแค่ไหน และ การอยู่กับความอับชื้นของเป้ากางเกงจักรยาน จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะในกลุ่มนักปั่นสาวหรือไม่ ซึ่งมันอาจจะฟังดูไม่เห็นจะเสียวสยิวตรงไหนเลย แต่นี่แหละครับเรื่องสำคัญเลยทีเดียว คงไม่มีชายใดที่อยากจะเสี่ยงกับอาการ”นกไม่สู้” และคงไม่มีสาวคนไหนอยากจะ”น้องไม่หอม” ในเวลาเริ่มต้นกระบวนการ”บะบะ โอ๊ะ บะบะ” ใช่มั้ยล่ะครับ

ซึ่งผลการศึกษาออกมาในทางบวกอย่างมากครับ เพราะพบว่า ในกลุ่มของนักปั่นเกือบทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ไม่มีปัญหาทั้งสองประการนี้เลยทั้งในฝ่ายชายและหญิง แต่ก็มีข้อแม้อยู่นะครับ เพราะในกลุ่มที่ “เคย”ประสบปัญหาทั้งสองเรื่องนั้น มีต้นเหตุมาจากเบาะและเป้ากางเกงที่ไม่เหมาะสม รวมถึง “สุขลักษณะ” ส่วนบุคคล เพราะต่อให้คุณไม่ได้มาปั่นจักรยาน แต่ถ้าไม่รักษาความสะอาด รับรองว่าอาการ “เห็นหมี” จะมาเยี่ยมเยียนให้ฝ่ายชายได้ “ขมคอ” กันอย่างไม่ยากนัก ส่วนฝ่ายชายเอง เป็นข่าวดีว่า ต่อให้คุณใช้เบาะไม่เหมาะสม กว่าจะไปถึงขนาดที่น้องไม่สู้นกไม่ขันนั้น ส่วนมากมักมีอาการบาดเจ็บอย่างอื่นมาก่อนทั้งนั้น มีข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็นจำนวนน้อยมาก มากจนอาจไม่ได้ส่งผลกับผลงานวิจัย ที่มีอาการ “นกไม่สู้” หลังปั่นจักรยาน

 

เอาล่ะครับต่อมา ก็มีการศึกษาต่ออีกว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง นักปั่น นักวิ่ง และนักว่าย สามอย่างนี้ ใครจะมีชีวิตกินตับได้ดีกว่ากัน

การศึกษานี้ไม่ได้ทำมาเพื่อวัดผลว่า กิจกรรมออกกำลังกายไหนจะช่วยให้กินตับได้เก่งกว่ากันนะครับ แต่มันคือการประเมินว่า จักรยานที่เป็นที่รู้กันว่า ส่งผลดีกับระบบหลอดเลือดและทางเดินหายใจ พัฒนาความฟิตของร่างกาย ลดความเครียดสะสม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นนสิ่งที่กีฬาอีกสองชนิดก็สามารถทำได้แต่จักรยาน ต้อง “นั่ง” ทับอยู่บนบริเวณที่ใกล้กับอาวุธที่ต้องใช้ในการรุกและรับศึกบนเตียงเสียนี่สิ แม้ว่าข้อดีทั้งหมดที่ว่ามา จะเป็นจุดที่ทำให้ชีวิตทางเพศสุขสมมีคุณภาพได้ง่าย แต่ การศึกษานี้ก็ยังต้องการเจาะลงไปให้ชัดว่าผลจากการปั่นจักรยานจะออกมาเป็นเช่นไรทั้งในชายและหญิง

 

กลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,000 คนในสหรัฐอเมริกา แยกเป็นร้อยละ 63 ที่เป็นและเคยเป็นนักปั่น กับร้อยละ 37 ที่เป็นและเคยเป็นนักวิ่งหรือนักว่ายน้ำซึ่งไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับจักรยานมาก่อน และ กลุ่มตัวอย่างหญิงอีก 2,691 คน ที่จำนวนร้อยละ 31 เป็นและเคยเป็นนักปั่นจักรยานกับอีก 64 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นนักวิ่งและว่ายน้ำแต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับจักรยานเลย นักปั่นทั้งหมดถูกสุ่มจากคลับนักแข่งทั่วสหรัฐอเมริกา คละสุ่มตัวอย่างมาจากช่องทางโซเชียลฯ โดยต้องผ่านแบบทดสอบพื้นฐานที่ช่วยบ่งบอกได้ว่ากลุ่มนี้มีความเป็น”นักปั่น” ผ่านเกณฑ์ในการวิจัย โดยเกณฑ์ดังกล่าวคือ กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการเก็บข้อมูลมารวมการศึกษาจะต้อง

-ปั่นจักรยานมานานกว่า 2 ปี

-ปั่นจักรยานอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

-ระยะทางเฉลี่ยของการปั่นมากกว่า 250 กม.ในสัปดาห์

ส่วนนักวิ่งกับนักว่ายน้ำนั้น ทีมงานวิจัยได้คัดเลือกมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับจักรยานอย่างแน่นอน

ทั้งสองกลุ่มจะได้รับแบบสอบถามต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกาย สุขภาพทั่วไป สุขภาพทางเพศ พฤติกรรมทางเพศ ปัญหาด้านระบบทางเดินปัสสาวะ และอาการต่างๆ เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัจจุบันและย้อนหลัง อยากรู้ผลการศึกษากันแล้วรึยังครับ?

 

ผลการศึกษาออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจมาก เพราะในกลุ่มตัวอย่างชายพบว่า ไม่มีความแตกต่างอะไรเลยระหว่างนักปั่นและนักไม่ปั่น (วิ่งและว่ายน้ำ) ในแง่ของความสามารถในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เรียกง่ายๆ ว่า น้องสู้เสมอทั้งระหว่างและนอกศึกอย่างปกติ ซึ่งมากกว่าอัตราของคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายในวัยเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ยังพบอีกว่า กลุ่มนักปั่นชายไม่เคยประสบปัญหาการติดเชื้อและการอักเสบที่ระบบทางเดินปัสสาวะอย่างเป็นนัยยะ จะมีก็เพียงอาการ “ชาน้อง” ระหว่างปั่นซึ่งไม่ได้ส่งผลระยะยาวอะไรในการศึกษาที่พบนี้เลย นั่นก็แปลว่า การนั่งปั่นจักรยานนานๆ ไม่ได้ส่งผลอะไรเลยกับเรื่องอย่างว่า

ทางด้านกลุ่มตัวอย่างหญิงนั้น การศึกษาก็ไปในทางเดียวกัน ว่า มีแนวโน้มที่พบว่ากลุ่มนักปั่นาสว เคยมีความเสี่ยงที่จะมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ร่องเร้นลับได้ โดยเฉพาะการปั่นเป็นระยะเวลานานๆ อย่างไรก็ดี ข้อนี้ก็ยังไม่จัดว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกเพราะมันมีปัจจัยเกี่ยวกับสุขอนามัยส่วนบุคคล รวมถึง พฤติกรรมการปั่นที่อาจส่งผลด้วย เพราะในกลุ่มนักว่ายน้ำเอง ก็พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการนี้ไม่แตกต่างกัน ส่วนกลุ่มนักวิ่งนั้น ไม่มีกลุ่มตัวอย่างไหนที่ใช้ระยะเวลาในการวิ่งยาวนานเท่ากลุ่มตัวอย่างนักปั่นที่มีข้อมูลสุ่มเสี่ยงกับปัญหานี้ ที่พบว่า มีระยะเวลาปั่นยาวนานที่สุดถึงมากกว่า 8 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในสหราชอาณาจักร ในหัวข้อคล้ายๆ กันแต่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของสุขภาพจิต และความเครียดอันส่งผลต่อเรื่องของ “สุขเพศ” ที่เกี่ยวเนื่องกัน งานนี้ศึกษาไปที่เรื่องของ “เส้นชัย” ล้วนๆทั้งคุณภาพและปริมาณ นั่นก็คือ นั่งวิจัยกันว่า นักปั่น จะมีความสามารถในการไปถึงจุดสุดยอดได้มากกว่าหรือบ่อยกว่าคนปกติหรือไม่ โดยศึกษาในกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 10,000 คนทั้งชายและหญิง จำแนกระหว่าง คนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างเป็นกิจวัตร กล่าวคือ ต้องไม่มีกิจกรรมออกกำลังกายใดๆมากกว่า 30 นาทีต่อสัปดาห์ เทียบกับนักปั่นจักรยานระดับต่างๆ ที่แบ่งเป็นกลุ่มตามระยะเวลาการปั่นต่อสัปดาห์ ตั้งแต่ 2 ไปจนถึงมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นำมาทำแบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมในการกินตับ ว่ากินตับบ่อยแค่ไหน ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ รู้สึกว่ายากหรือไม่ที่จะไปสู่เส้นชัยให้ได้ และ ไปถึงเส้นชัยได้บ่อยและมีคุณภาพระดับใดบ้าง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับความเครียดและคุณภาพทางอารมณ์โดยรวม เรียกว่าถามเฟ้นกันเน้นจนลงลึกเลยทีเดียว ซึ่งผลการวิจัยนั้นออกมาเป็นที่น่าปลื้มใจมาก นั่นก็คือ

 

นักปั่นจักรยาน ทั้งชายและหญิง มีสถิติการไปถึงฝั่งฝันเส้นชัยที่หมายปลายทางได้คุณภาพและปริมาณสอดคล้องกับระยะเวลาที่ปั่น ยิ่งปั่นมาก ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่า จะมีความสุขกับการกินตับมากกว่า ซึ่งสอดคล้องเช่นเดียวกับอัตราบ่งบอกความเครียด ที่ยิ่งปั่นมากก็ยิ่งมีความเครียดในชีวิตประจำวันน้อยลง สำหรับนักปั่นชาย พบว่า มีความสามารถในการตอบสนองของ “ปีกะจู้” ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายทั้งในเรื่องของความเร็ว และ ความนาน พบปัญหา “ล่ม” ก่อนถึงปากอ่าวน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนด้านฝ่ายหญิง ผลการศึกษาก็ยังพบอีกว่า นักปั่นสาวนอกจากจะมี “ความถี่” ในการออกศึกมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายแล้ว พวกเธอยังมีความสุขและความสำเร็จในการปฏิบัติการดีกว่า ทั้งในแง่จำนวน และคุณภาพของเส้นชัย ซึ่งเมื่อนำค่าของทั้งชายและหญิงมาทำการวิเคราะห์ร่วมกัน ก็พบได้ว่า ในกลุ่มที่เป็น “คู่นักปั่น” ยิ่งพบว่า ทั้งสองมีตัวเลขและพฤติกรรมที่น่าพึงพอใจในเรื่องบนเตียงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีค่าเฉลี่ยของความสำเร็จ กับ ระยะเวลาตอบสนองและความทนทาน ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

 

การศึกษานี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านๆ ทั้งชายและหญิงเอาจักรยานออกไปปั่นกันอีกไม่มากก็น้อย ซึ่งแน่นอนว่า ผลการวิจัยนี้เป็นอย่างไรนั้น คนที่ตอบได้ก็น่าจะเป็นนักปั่นที่อ่านกันอยู่นี่แหละครับ อยากรู้ ลองไปถามเพื่อนๆนักปั่นดูได้ว่า …จริงหรือไม่

ต้องขอตัวไป ไปยกสามก่อนนะครับทุกท่าน

 

 

 

Tag :: healthy
August 14, 2019 cyclinghub 0 Comment