การปั่นจักรยานในร่มด้วยเทรนเนอร์ หรือจะเป็นโรลเลอร์นั้นถือเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยได้สำหรับคนที่ไม่สามารถออกไปปั่นจักรยานบนถนนได้ เช่นอากาศที่ไม่อำนวย หรือสภาพบ้านเมืองไม่เอื้อ อย่างช่วงกักตัวโควิตฯ ในเวลานี้ แต่คำถามหนึ่งที่พบได้บ่อยมากก็คือ การปั่นเทรนเนอร์ เราจำเป็นต้องมีพัดลมหรือไม่ เพราะบางแหล่งก็แนะนำว่าเราควรตค้องมีพัดลมช่วยลดอุณหภูมิ บางส่วนก็บอกว่า พัดลมไม่จำเป็นต่อการปั่นเทรนเนอร์ แต่วันนี้เราจะมีข้ออธิบายมาบอก และผลวิจัยที่เคยหาข้อมูลได้มานะครับ

 

การปั่นจักรยานบนถนนนั้น สิ่งหนึ่งที่เรามีคือ”ลม” ที่พัดผ่านตัวเราไป ยิ่งเราขี่เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้ลมที่พัดผ่านไปเร็วขึ้นเท่านั้น แม้ว่าคุณจะปั่นจักรยานตามลมก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่คุณขี่เร็วกว่าความเร็วลมที่หนุนก้นคุณ คุณก็จะเริ่มรู้สึกได้ถึงการมี”ลม” ผ่านตัวคุณไป และลมนี้นี่เองที่ทำหน้าที่ลดความร้อนจากร่างกายของคุณ เหมือนระบบลดความร้อนในคอมพิวเตอร์นี่แหละครับ ที่พอความร้อนสูงขึ้น ก็จะเริ่มให้พัดลมทำงานเพื่อเอาอากาศร้อนออกไปทางช่องระบาย และนำอากาศที่เย็นกว่าเข้ามาแทนที่ รักษาอุณหภูมิของระบบประมวลผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยกตัวอย่างนี้ ถูกต้องดังเป๊ะ กับระบบการทำงานของร่างกายเราเลยล่ะครับ คุณลองปั่นจักรยานในวันที่อากาศภายนอกร้อนกว่า 35-37 องศา แล้วหยุดปั่นยืนอยู่เฉยๆดูสิครับ คุณจะรู้ว่าจิรงๆแล้วเหงื่อของเราออกมามากมายขนาดไหนระหว่างที่เราปั่นจักรยานอยู่ แต่มันแห้งไปเพราะลมที่พัดผ่าน และสิ่งที่ออกไปกับเหงื่อด้วยก็คือความร้อนของร่างกายนั่นเอง ดังนั้นพอคุณหยุดยืนอยู่แล้วไม่มีลมพัดผ่าน เหงื่อที่ออกก็ยังออกอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เทียบได้กับการปั่นจักรยานในร่ม บนเทรนเนอร์ที่เรากำลังคุยกัน โดยรวมแล้ว ร่างกายเรายังคงทำงานหนักไม่ต่างจากการปั่นจักรยานบนถนน และแน่นอนว่า เกิดความร้อนในร่างกายระดับเดียวกัน ดังนั้น ร่างกายจึงพยายามควบคุมอุณหภูมิให้ลดลงมาเป็นปกติด้วยการ”ขับเหงื่อ” ออกมาหมายให้เหงื่อช่วยระบายความร้อนออกไปได้ แต่ในร่มที่อากาศไม่ได้ไหลเวียนนัก เหงื่อที่ออกมาไม่ได้ถูกพัดออกไปจากผิวหนัง ความร้อนก็ไม่ได้ออกไปด้วย เหงื่อจังยิ่งมวีคูณออกมามากขึ้นๆ เพราะมันกำลังงงว่า ทำไมความร้อนที่เกิดจากการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายไม่ลดลงไป และยิ่งร่างกายพยายามทำงานเพื่อลดอุณหภูมิมากเท่าไหร่ ก็ตามมาด้วย ความต้องการพลังงานและกระบวนการต่างๆนานา ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์มาเป็น อัตราการเต้นของชีพจรที่ถี่ขึ้น เร็วขึ้นนั่นเอง

 

งานวิจัยด้านการกีฬาของสหรัฐฯพบว่า ที่อุณหภูมิแวดล้มเท่ากัน ภายใน/ภายนอกอากคาร บนการวิ่งอยู่กับที่และการวิ่งบนถนนจริงที่มีการเคลื่อนที่ ให้มีความหนักของการออกแรงเท่ากัน วัดอุณหภูมิของร่างกายไม่ได้แตกต่างกันมากจนเป็นประเด็น (เพราะร่างกายพยายามทำงานหนัก ควบคุมอุณหภูมิเอาไว้) แต่มีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่ากันกว่าร้อยละสิบ  ขึ้นอยู่กับความหนักของการวิ่ง กล่าวคือ ยิ่งวิ่งหนักมาก อัตราการเต้นของชีพจรเปรียบเทียบภายในและภายนอก ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะยิ่งร่างกายเราร้อนมากขึ้นๆ เราก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นเพื่อลดและควบคุมอถณหภูมิให้ได้ จึงยิ่งสร้างความต่างของอัตราการเต้นของหัวใจในที่สุด และเมื่อใส่ตัวแปรใหม่เข้าไป ซึ่งก็คือพัดลมที่ปรับให้มีแรงลมใกล้เคียงกับที่มีบนถนนภายนอก ก็พบว่า อัตราชีพจร ลดลงมาใกล้เคียงกันมาก จึงเป็นข้อสรุปได้ว่า “ลม” คือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับการออกกำลังกายในร่ม

 

ทีนี้ ถามว่า เราต้องการหรือไม่? ก็ต้องบอกว่า ในคำถามนี้ คำตอบอยู่ที่วัตถุประสงค์และการปั่นจักรยานของเรานั่นเอง  หากเป้าหมายของคุณคือการขัยบตัวให้แอ็คทีฟ ความหนักของการปั่นระดับโซนล่างๆ จริงๆแล้วการมีหรือไม่มีพัดลม ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย (ยกเว้นคุณปั่นในบ้านช่วงกลางฤดูร้อน อุณหภูมิ 40 องศา ไม่เปิดหน้าต่าง โอกาสจะช็อคก็มีไม่น้อย) ยิ่งถ้าคุณมีน้ำดื่มพร้อมด้วยแล้ว พัดลมไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่คุณจะมานั่งคิด แต่ถ้าคุณปั่น”อินเทอร์วัล” ความเข้มข้นสูงๆ ตั้งแต่ช่วงระดับกลาง โซนสามต่อไปโซนสี่ขึ้นไป แนะนำให้ใช้พัดลมเป็นอุปกรณ์หนึ่งของการฝึกซ้อมเลย เพราะมันช่วยให้เราสามารถออกแรงและวัดผลการปั่นได้อย่างแม่นยำมากขึ้นกว่าการปั่นโดยไม่มีพัดลม แน่นอนหากคุณไหวกับมันก็ไม่ใช่ปัญหาด้านกายภาพ แต่ถ้าคุณเอาค่าชีพจรและการปั่นมาพิจารณา คุณจะได้ค่าที่มีความไม่แม่นยำจากการปั่นทำเซ็ทในร่มไปใช้ ส่วนในทางร้ายก็คือ หากคุณปั่นโซนสูงมากๆ ความหนักมากๆ การทำงานของหัวใจที่สุงมากอยู่แล้วจากอุณหภูมิ เมื่อเจอการออกแรงที่หนักจริงๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจนถึงขั้นเป็นอันตรายได้เลย

 

มีข้อสังเกตุหนึ่งที่พบได้ในนักปั่นอาชีพที่ทำการฝึกซ้อมอย่างจริงจังตลอดปี พบว่า ในฤดูหนาว หรือพื้นที่ที่อากาศเย็น พวกเขามีแนวโน้มที่จะออกแรงที่ความหนักมากกว่าได้ดีกว่า ทำซ้ำได้มากกว่า ซึ่งช่วยให้ร่างกายฝึกซ้อมได้เจาะจงมากขึ้นกว่าการปั่นในที่อากาศร้อน เพราะ ร่างกายสิ้นเปลืองพลังงานไปกับกระบวนการควบคุมอุณหภูมิ เสียน้ำไปกับการระบายความร้อน ดังนั้นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเก็บตัวปั่นจักรยานจึงอยู่ที่ราวๆ 15-20 องศา ที่เมื่อออกปั่นไปบนถนนแล้วลมและอุณหภูมิแวดล้อมช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนบ้านเรานั้น ห้องแอร์ ที่ระบายอากาศได้ดี อุณหภูมิราว 23-25 องศา และพัดลมสักตัว ก็ช่วยให้คุณปั่นหนักๆได้อย่างเต็มเหนี่ยวบนเทรนเนอร์แล้วล่ะครับ

Tag :: trainer
March 27, 2020 cyclinghub 0 Comment