คำถามยอดนิยม และนำไปสู่ความเชื่อว่า จะปั่นทางไกลนานๆ ใช้พลังงานจากไขมันให้ได้ดีมีคุณภาพ เราต้องควบคุมปริมาณอาหารที่กินเข้าไปก่อนและระหว่างปั่น ลดลงจากความต้องการปกติเพื่อให้ร่างกายใช้ไขมันมากขึ้นกว่าเดิม วันนี้เรามีคำตอบมาให้ครับ

 

จากแนวทางของโภชนาการต่างๆ ที่เข้ามาในหมู่คนรักสุขภาพ และแนวทางเลือกใหม่ก็เข้ามามากมายโดยเฉพาะข่าวว่าทีมโปรจักรยานต่างๆ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนอาหารที่นักปั่นกินระหว่างการซ้อมและการแข่งขันบ้างแล้ว ถึงขั้นว่า บางทีม มีการเตรียมแซนวิช “ไร้แป้ง” เน้นกลุ่มโปรตีนและไขมันให้กับนักปั่นในการแข่งขันช่วงต้นฤดูกาล เพื่อให้ร่างกายของนักกีฬาสามารถใช้พลังงานจากไขมันได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลว่าโปรนักปั่นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มควบคุมโภชนาการที่เน้นแป้งน้อยลง โดยเฉพาะในการฝึกปั่นช่วงต้นฤดูกาล รีดน้ำหนักให้ลดลง ฝึกให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเน้นบริโภคไขมัน รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ที่ช่วยให้ร่างกายสลายไขมันมาเป็นพลังงานได้เร็วขึ้น ทำให้มีแนวคิดและคำถามของคนที่อยากจะปั่น ฝึกปั่น ต้องการมองหาการปั่นที่ได้ผลดีที่สุดจากอาหารที่กินเข้าไป ว่าจะต้อง “อดแป้ง” แบบนี้หรือไม่ ทั้งในการเตรียมตัวและในการปั่นระยะทางไกลๆ

 

ในการปั่นช่วงเตรียมตัวของนักปั่นอาชีพ เป็นที่รู้กันดีมาตลอดหลายทศวรรษและถึงปัจจุบันนี้ว่าพวกเขาใช้การเตรียมตัวด้วยการปั่นระยะทางยาว เบาๆ หยุดแวะพักไปเรื่อยๆ หรือเรียกกันว่าปั่นแบบเอนดูรานซ์ โดยแบ่งการปั่นออกเป็นช่วงต่างๆ คั่นด้วย “คาเฟ่สต็อป” หรือการหยุดพักจิบกาแฟให้สบายใจสัก 20 นาที ก่อนจะปั่นต่อ ซึ่งในการหยุดกินกาแฟที่สมบูรณ์แบบของบรรดาโปรนั้น พวกเขาจะสั่งแต่กาแฟล้วนๆ ไม่มีอาหาร ขนม อะไรมาเลยแม้แต่นิดเดียว จากนั้นก็ปั่นต่ออีก 3-6 ชั่วโมง โดยมีน้ำเปล่าเป็นของประทังชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ตามมาด้วย มื้อหลังปั่นที่มีแป้งนิดหน่อย แต่มีโปรตีนที่ย่อยง่ายเป็นหลัก และเพียงไม่กี่สัปดาห์ พวกเขาก็จะมีร่างกายลีน ผอมบาง และเผาผลาญไขมันได้อย่างมากมาย รวมถึง มีความสามารถในการใช้พลังงานไขมันระดับต่ำๆ ได้ดีมาก พร้อมสำหรับการฝึกเข้มข้นในระยะต่อไปได้เป็นอย่างดี

 

แต่การศึกษาระยะหลังมานี้ พบว่า มีนักปั่นอีกจำนวนไม่น้อยที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปั่นของพวกเขาไป โดยลดความยาวของการปั่นเอนดูรานซ์ลง เปลี่ยนจากการหยุดปั่นจิบกาแฟ เป็นการเติมพลังงานระหว่างปั่นอย่างต่อเนื่อง ตามปริมาณที่คำนวณมาแล้ว โดยในนั้นมีทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่พอเหมาะกับการเผาผลาญที่ต้องการ โค้ช เทรเวอร์ คอร์นเนอร์ ชาวอังกฤษ กล่าวว่า ในระยะแรก (เมื่อทศวรรษก่อน) ที่เริ่มมีนักปั่นเลิกปั่น 8-12 ชม. ในช่วงเตรียมความพร้อม หันมาปั่นเพียง 6-8 ชม. โดยไม่หยุด กับอาหารที่เตรียมมาอย่างพอเหมาะ ผ่านการคำนวณมาอย่างดี พวกเขาก็เหมือนกับแกะดำในวงการ แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นที่นักปั่นคนหนึ่งที่ใช้วิธีนี้ชนะแกรนด์ทัวร์ได้ โลกก็เริ่มสนใจในวิธีการนี้มากขึ้น และแนวทางใหม่ที่เพิ่งมีเข้ามาในช่วง 1-2 ปีนี้ก็คือ แนวทางที่ลดปริมาณแป้งลงไปอีกเพื่อสร้างกระบวนการดึงพลังงานจากไขมันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบอาหาร และสารสังเคาะห์ (อาหารเสริม) ทั้งก่อนและระหว่างแข่ง โดยมีนักโภชนาการของโปรทีมเริ่มเพิ่มเติมแนวคิดนี้ลงไปมากขึ้นมากในปีนี้

โค้ชเทรเวอร์ ให้ความเห็นเอาไว้ว่า เรื่องของแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ต้องมีการศึกษาอย่างใกล้ชิดจริงๆ เพราะแม้แต่นักปั่นอาชีพในสหราชอาณาจักร หลายคนที่ยังคงปั่นยาวๆแบบยุคก่อน แต่ก็ประสบความสำเร็จสูงมากในระดับแนวหน้าก็มี นั่นเพราะร่างกายของเขาเหมาะสมกับรูปแบบนั้นมากกว่า ไม่ต่างจากแนวความรู้ใหม่ทางโภชนาการที่ฝึกร่างกายให้ใช้พลังงานแตกต่างกันได้ แต่สุดท้าย “ชนิดของร่างกาย” ก็เป็นอีกปัจจัยที่คุณจะต้องพิจารณาให้ดี ในโปรทีม มีนักวิทยาศาสตร์คอยสอดส่องข้อมูล แต่สำหรับตัวปัจเจกบุคคลที่มีนั้น นอกจากตนเองที่สามารถบอกได้ว่าอะไรเหมาะสมที่สุด ก็คงจะต้องพึ่งพาโค้ชหรือผู้ฝึกสอนที่สามารถติดตามผลได้อย่างแม่นยำ

 

โค้ชเทรเวอร์ ทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์ลงสือจักรยานหัวนอกอีกว่า ไม่มีแบบสำเร็จรูปใดที่ยอดเยี่ยมไร้ข้อด้อย แต่ ผู้ฝึกสอนที่ดีจะปรับเปลี่ยน ดัดแปลงเพื่อให้นักกีฬาไปถึงจุดที่พีคที่สุดได้ ร่วมกับเรื่องของอาหารการกินที่เหมาะสม อย่างน้อยๆ ทั้งสองกระบวนการนี้ต้องควบคู่ไปด้วยกัน และเฝ้าติดตาม ดัดแปลงกระบวนการให้เหมาะกับนักกีฬาที่สุด เพราะผู้ฝึกสอนและผู้เชี่ยวชาญที่ดี คือคนที่สามารถปรับองค์ความรู้ที่มีให้เหมาะที่จะช่วยให้นักกีฬาพัฒนาได้ดีที่สุดไม่ใช่ใช้วิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดมาฝึกนักกีฬา มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สำหรับนักปั่นทั่วไปที่ไม่มีผู้ฝึกสอน ที่มองหาแนวทางต่างๆกันที่หลั่งไหลมาทางสื่อออนไลน์นั้น คุณต้องเลือกใช้อย่างเข้าใจจริงๆ ถึงกระบวนการ ปัจจัยแวดล้อมซึ่งไม่ง่ายเลย แต่สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ คุณสามารถสังเกตตัวเองได้ง่ายกว่า และพึงเข้าใจไว้ว่า การใช้รูปแบบใดๆ ได้ผลกับนักปั่นคนหนึ่งไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นจะใช้ได้ผลกับอีกคนหนึ่งเสมอ

 

และนี่คือคำตอบของเรื่องโภชนาการในการปั่น ที่มีแนวคิดแตกต่างกันมากมาย ทั้งยุคเก่า ยุคใหม่ และกระแสใหม่ล่าสุด

ในโอกาสหน้า เราจะนำรายละเอียดของแต่ละรูปแบบมาเล่าให้ฟังกันต่อไปนะครับ ฝากติดตามเพจ และช่องทางต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้า

 

Tag :: nutrition
August 16, 2019 cyclinghub 0 Comment