เนื้อหาต้นฉบับ Lucifer

นี่คือบทความดัดแปลงจากโพสต์เกี่ยวกับหัวใจ และ อัตราการเต้นของชีพจร โดยนักปั่นท่านหนึ่งที่เรานำคำตอบโดยคุณหมอลูซิเฟอร์ มาเรียบเรียงให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบในเนื้อหาสุขภาพ และ การปั่นจักรยานทั่วไปนัก หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับนักปั่นที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคนที่พบว่า ปั่นแล้วหัวใจแช่โซนสูงๆนาน ชีพจรเต้นสูงมาก ค้างนานจนเกิดความกังวลว่า สุขภาพจะวอดวายก่อนแข็งแรงหรือเปล่า ฟังความเห็นคนนั้น คนนี้ ก็ว่าไปหลายทาง มาดูคำตอบจากคุณหมอนักปั่น ที่อยู่คู่กับวงการจักรยานมาหลายทศวรรษกันแบบเนื้อๆเลยครับ

 

ก่อนจะอ่านสิ่งที่ผมอธิบายต่อไป ขอให้เข้าใจในพื้นฐานก่อนว่า ค่าของหัวใจที่ได้มาแต่ละครั้ง เป็นค่าจริง ไม่ได้เกิดจากการทำงานของ HRM ผิดเพี้ยนไป และ โซนที่ได้มานั้นถูกต้องแม่นยำ

การออกกำลังกายในระดับ Zone 5 ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการหนาตัวขึ้น แต่โชคไม่ดีนักที่การหนาตัวนี้จะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า Concentric Hypertrophy หรือ เป็นการหนาแบบเข้าไปสู่ห้องหัวใจด้านใน ซึ่งแปลว่า ปริมาตรในหัวใจห้องล่างซ้ายจะลดลง ซึ่งจะแตกต่างจากการออกกำลังการในระดับ Zone 2 หรือ Aerobic ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน คือ ถึงแม้กล้ามเนื้อหัวใจจะมีการปรับตัวให้หนาขึ้น แต่การหนานั้นก็ไม่ได้หนาแบบเข้าไปในห้องหัวใจ ปริมาตรภายในไม่ได้ลดลง

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับบางคนที่ออกกำลังกายในลักษณะเช่นนี้ ก็คือ บางคน(เน้นว่า”บางคน” ไม่ใช่ทุกคน ) มีผนังหัวใจด้านในหนาตัวมากจนยื่นเข้าไปขวางทางออกของเลือดผ่านทางลิ้นเอออติค ( Aortic Valve ) เช่น นักฟุตบอลอาชีพที่เล่นเป็นกองกลางที่วิ่งขึ้นวิ่งลงตลอด 45 + 45 นาที ของการแข่งขัน ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า HOCM , Hypertrophic Obstructive CardioMyopathy อันเป็นเหตุนำร่วมให้เกิดการเสียชีวิตกลางสนามดังที่เคยปรากฏมาให้เห็นในข่าวกีฬาเมื่อหลายปีก่อน ( กรณีนั้นเป็นกรณีศึกษา ซึ่งน่าเชื่อว่าทำให้ผู้คนในวงการฟุตบอลมีความตื่นตัว และให้ความสำคัญต่อการตรวจสุขภาพของหัวใจ )

เอาหละ สำหรับนักปั่นจักรยานแบบ Weekend Worrier ความต่อเนื่องของความหนักระดับนี้ คงจะไม่ได้บ่อยมากมายนักเมื่อเทียบกับนักกีฬาอาชีพแบบนักบอล โอกาสที่จะเกิด HOCM จึงมีได้น้อยกว่ากันเยอะ อย่ากังวลไปเลย

 

จริงๆแล้วความหนักที่จะส่งผล”ทำร้าย”หัวใจนั้น มันมัก( ใช้คำว่า”มัก” เพราะมันคือค่าเฉลี่ย ซึ่งนั่นก็แปลว่า คนที่อยู่นอกค่าเฉลี่ยก็ยังอาจจะซวยได้ )จะเป็นการออกกำลังกายในลักษณะที่เรียกว่า “Ultra” ทั้งหลาย เช่น UltraMarathon , UltraTrail อะไรพวกนั้น

มีคำอยู่คำหนึ่งที่เหล่าบรรดาผู้นิยมความเป็น Ultra ทั้งหลายควรจะระวังไว้บ้าง คำนั้นคือคำว่า “Right Heart Injury” หรือ อาการบาดเจ็บของหัวใจซีกขวา

เรารู้กันดีอยู่แล้ว หัวใจซีกขวาและซีกซ้ายมันทำงานพร้อมๆกัน ทำงานหนักก็หนักพอๆกัน เพราะ Flow ( ปริมาตรต่อหน่วยเวลา) ของเลือดที่ผ่านหัวใจซีกขวาไปยังวงจรปอด มันจะเท่ากับเลือดที่ผ่านหัวใจห้องซ้ายไปสู่ร่างกายทุกส่วน ( มันเหมือนรถไฟ 2 ขบวน ที่วิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน ไปบนรางที่มีลักษณะวนลูป ถ้าขบวนใดวิ่งเร็วกว่า ก็จะชนท้ายกันในที่สุด ดังนั้นมันจึงต้องวิ่งให้เร็วเท่าๆกัน )

แต่เราต้องไม่ลืมธรรมชาติของหัวใจที่ว่า หัวใจห้องซ้ายมันแข็งแรงกว่าห้องขวามาก เพราะวงจรปอดมีความต้านทานน้อยกว่าวงจรของร่างกายส่วนอื่น แต่ถ้าจับหัวใจห้องขวาให้มาทำงานหนักในระดับ Ultra ไปพร้อมๆกับหัวใจห้องซ้าย กล้ามเนื้อหัวใจด้านขวาจะเกิดการ”บาดเจ็บ” อาจจะกลายเป็นพังผืด และเป็นที่มาของความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าหัวใจได้

 

เราอาจจะนึกว่าหัวใจห้องล่างอย่างเดียวที่ปรับตัวหนาขึ้น แต่ความจริงแล้วเคยเห็นภาพถ่าย X-ray ทรวงอกของนักกีฬาไตรกีฬาอาชีพ ( ล่ารางวัล ) ก็เคยพบว่า หัวใจทุกห้อง ( ทั้ง 4 ห้อง ) มีการปรับตัวหนาขึ้น

ปัญหาคือ หัวใจห้องบนนั้น มันไม่ใช่นักกล้าม 70% ของเลือดที่ผ่านไปยังห้องล่างนั้น จะอาศัยความแตกต่างของความดันที่ทำให้เลือดไหลผ่านไปได้เอง จะมีเพียง 30% ที่อาศัยการบีบตัวของหัวใจห้องบน คราวนี้ถ้า 30% ของเลือดที่ส่งไปนั้น มันมาจากจำนวนเต็ม(100%) ที่เป็นเลือดจำนวนมหาศาล อย่างต่อเนื่องยาวนาน หัวใจห้องบนก็จะปรับตัวให้หนาขึ้น แต่เพราะมันไม่ใช่นักกล้ามแบบหัวใจห้องล่าง การบังคับให้มันต้องฝืนทำงานหนักมาก แบบยาวนาน มันก็จะเกิดการบาดเจ็บได้เช่นเดียวกัน และอาจจะเกิดปัญหาความผิดปกติของวงจรไฟฟ้าได้เช่นกัน

ถามว่าแล้วจะรู้ได้ยังไง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของเรา เราเล่นอะไรหนักๆมากไปไหม? มัวแต่ถามคนโน้นที คนนี้ที ก็ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ ผมเองก็ช่วยไม่ได้ เพราะแค่อ่านก็ได้แค่เขียนตอบ แต่คนที่จะช่วยตอบทั้งหมดได้จริงๆ คือ หมอแผนกหัวใจ ที่สามารถจับคุณไปวิ่งสายพาน แล้วดูความผิดปกติของคลืนไฟฟ้าหัวใจ จับคุณไป Echo ดูกายภาพของห้องหัวใจว่ามีอะไรที่มันแปลกประหลาดไหม

 

ทางสายกลาง ยังไงๆ มันก็ไม่หย่อน ไม่ตึง มีแต่เรื่องดีๆครับ แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น บุญเดิม กรรมเก่า ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนปั่นหนักบ้าเลือดล้างผลาญไม่เป็นอะไรเลยก็ยังมี แต่บางคนตั้งตัวเป็นหัวลาก โชว์ความแรงตลอดเวลา ทุกทริป ก็เคยมีข่าว Sudden Death มาแล้ว

หลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจนั้น บางครั้งถึงมันจะเริ่มตีบบ้าง แคบบ้าง มันก็อาจจะยังไม่สร้างปัญหา ตราบใดที่มันยังสามารถส่งเลือดผ่านไปได้พอแก่ความต้องการของกล้ามเนื้อหัวใจ แต่บางครั้ง สิ่งที่เรานึกไม่ถึงก็คือ หัวใจที่เต้นเร็วมากเกินไป ทำให้หัวใจไม่มีเวลามากพอที่จะบรรจุเลือดให้เต็มห้องหัวใจได้เท่ากับเวลาที่มันเต้นไม่เร็วเกินไป ผลคือ เลือดที่หัวใจบีบออกจะมีจำนวนลดลง แต่มันยังพอชดเชยด้วยจำนวนครั้งของการเต้น ( เลือดที่ส่งออก คูณกับ อัตราการเต้นของหัวใจ ) เลยทำให้ดูเหมือนว่า Cardiac Output ( เลือดที่ส่งออกใน1นาที ) ไม่ได้ลดลง แต่ถ้ามันเร็วมากๆ จะทำให้ Cardiac Output ไม่เพิ่มขึ้นอีก แต่อัตราการบริโภคออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจมันจะเพิ่มขึ้นตามงานของหัวใจ ยิ่งเต้นเร็วขึ้นยิ่งเปลือง ( เหมือนยิ่งขับรถเร็ว ก็ยิ่งเปลืองน้ำมัน และมันมักจะเปลืองกว่าเป็น”ทบทวี” ไม่ได้เปลืองในสัดส่วนแบบที่เราคิด ) แต่เลือดที่ส่งออกจากหัวใจมันไม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่หัวใจยังบริโภคออกซิเจนมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น

 

ถ้าหลอดเลือดหัวใจมันไม่ดีเหมือนปกติ คราวนี้ที่มันเคยพอ มันก็จะไม่พอ หัวใจมันก็เหมือนเครื่องยนต์ที่ซับซ้อน พอมันมีองค์ประกอบใดที่บกพร่อง เช่น กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการขาดเลือด เครื่องยนต์นั้นมันก็พาลดับเอาง่ายๆ เพราะมันจะเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ ( เกิดอาการส่วนต่างๆของกล้ามเนื้อหัวใจไม่ยอมหดตัวไปพร้อมกัน กลายเป็นต่างคนต่างหดตัว ไม่ได้หดพร้อมกัน แทนที่จะส่งเลือดออกไป แล้วเอาเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ) คราวนี้ยิ่งซวยหนักเข้าไปอีก เพราะเดิมมันก็ขาดจะแย่อยู่แล้ว ดันมาดับเอาดื้อๆ คราวนี้ก็เลยไปกันใหญ่ เรื่องเศร้าก็เกิดได้ง่ายๆ

March 9, 2024 cyclinghub 0 Comment