ถ้าคุณสงสัยว่า “VO2MAX” คืออะไร วันนี้เราจะนำมาเล่าให้ฟังกันเข้าใจง่ายๆได้ในบทความเดียวเลยครับ ซึ่งก่อนอื่น จะขอทำความตกลงกันก่อนนะครับว่า รอบนี้ เราจะไม่มี”ตารางโซน” มาเกี่ยวข้องเลยครับ เพราะสิ่งที่เราจะอธิบายต่อไป อยากให้คุณลืมเรื่อง”โซน” หายไปจากหัวให้หมด ไม่ว่าจะเป็นโซนหัวใใจ โซนวัตต์ เพราะเราต้องมีข้อตกลงกันใหม่ในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ นั่นคือเรื่องของ”ระบบพลังงาน” นั่นเอง เอาล่ะครับ เราไปเข้าเรื่องกันเลย

ระบบพลังงาน

เวลาเราใช้พลังงานร่างกาย ทำกิจกรรมต่างๆ เราต้องการพลังงานเพื่อให้กล้ามเนื้อทำการยืดหดตัวเอง จนก่อให้เกิดกำลังในการเคลื่อนไหวได้ ซึ่งหลักๆแล้ว การออกแรงขยับร่างนี้ ใช้พลังงานใน 2 ระบบที่แตกต่างกันนั่นคือ แบบใช้อ็อกซิเจน ซึ่งหมายถึงการหายใจเอาอ็อกซิเจนเข้าไปในร่างกาย แล้วมีส่วนช่วยในการทำหน้าที่สังเคราะห์พลังงานจากแหล่งพลังงานพื้นฐานอื่นๆไปส่งให้เป็นตัวกำเนิดพลังให้กล้ามเนื้อของเรา กับระบบแบบไม่ใช้อ็อกซิเจนมาช่วยในการสังเคราะห์พลังงาน ร่างกายใช้พลังงานที่กล้ามเนื้อมีอยู่ในตัวออกแรงออกมาเพื่อการขยับ ยืด หด ได้อย่างทันที โดยที่ระบบทั้งสองนี้มีจุดแตกต่างกันอีกอย่างนั่นคือ กำลังที่ได้กับระยะเวลาในการออกกำลังนั้น กล่าวคือ ระบบที่ใช้พลังงานแบบเร่งด่วน ใช้พลังงานในกล้ามเนื้อ ไม่ใช่อ็อกซิเจนและตัวตั้งต้นเปลี่ยนเป็นพลังงาน จะสร้างกำลังได้มาก แต่มีระยะเวลาการออกแรงสั้นๆ เช่น การที่คุณยกตู้เย็นขึ้นมาจากพื้น, เข็นรถที่ลานจอดรถ, กระโดดถีบคู่อริในผับ หรือ พุ่งหลบลูกปืนใหญ่ในม็อบประท้วง สังเกตุกันง่ายๆคือ เป็นการออกกำลังอย่างฉับพลัน รวดเร็ว และได้กำลังมากๆ

 

ส่วนการออกแรงที่ได้จากระบบใช้อ็อกซิเจนเข้ามาช่วยสังเคราะห์แหล่งพลังงานจากตัวตั้งต้นอื่นๆเช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต หรือใช้ไกลโคเจนในตับมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กล้ามเนื้อ จะได้จำนวนพลังงานน้อย ส่งเป็นกำลังได้ไม่มาก แต่สามารถทำได้ต่อเนื่องนานๆ ตราบที่ยังมีอากาศ และแหล่งพลังงานตั้งต้นเพียงพอ เช่น เดินช็อปปิ้งในห้าง, วิ่งไปร่วมประท้วงกับนักเรียน หรือ เข็นรถที่น้ำมันหมดกลับบ้านระยะทาง 4 กม. เหล่านี้ ใช้กำลังไม่มากนักแต่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ จะนานและหนักขนาดไหน ก็เป็นตัวแปรให้ร่างกายใช้ระดับพลังงานที่แตกต่างกัน โดยยิ่งต้องการกำลังต่ำเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้อ็อกซิเจนน้อย พอเพิ่มกำลังมากขึ้น นอกจากเปลี่ยนแหล่งตั้งต้นของตัวสังเคราะห์พลังงานแล้ว ก็ยังใช้อ็อกซิเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมากขึ้นๆเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใช้อ็อกซิเจนมากตามไปนั่นเอง

จนถึงจุดที่ร่างกายต้องการพลังงานมากๆไปก่อให้เกิดกำลังที่มากขึ้นกว่าที่ระบบนี้จะทำได้ ก็จะไปเรียกพลังงานสะสมในกล้ามเนื้อมาระเบิดกำลังออกมาเป็นระบบแบบไม่ใช้อ็อกซิเจนนั่นเอง เราเรียกทั้งสองระบบนี้อีกแบบว่า ระบบแอโรบิค (การทำงานแบบใช้อ็อกซิเจน) และระบบอะแนโรบิค (ระบบที่ไม่ใช้อ็อกซิเจน)

จุดที่เรียกว่า VO2MAX ก็คือ จุดที่สูงที่สุดของการใช้อ็อกซิเจน ในการสังเคราะห์พลังงานให้กล้ามเนื้อนั่นแหละครับ แปลกันง่ายๆสุดๆก็คือ มันคือรอยต่อระหว่างแอโรบิคและอะแนโรบิค หรือเส้นแบ่งแดนของระบบพลังงานที่ร่างกายใช้นั่นเอง ซึ่งหากคุณสงสัยว่า แล้วจะหามาทำหน่อไม้อะไรกันล่ะ? ก็ต้องบอกว่า ในการออกกำลังกาย ในการแนะนำการฝึกซ้อม และการฝึกซ้อมกีฬาทุกชนิด  สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่โซนที่ได้มาจากการเอาตารางมาใส่ค่าต่างๆเลยครับ แต่เราต้องการจุดที่แบ่งระบบพลังงานของร่างกายเรานั่นเอง เราจะได้ฝึกระบบต่างๆได้อย่างเจาะจง มีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้น การศึกษาเพื่อค้นหาเส้นยาแดงผ่าแปด ที่ขีดกั้นระหว่างโลกของการใช้อ็อกซิเจน และ ไม่ใช้อ็อกซิเจน จึงกลายเป็นสาระสำคัญที่สุดของวงการวิทยาศาสตร์การกีฬา เช่นเดียวกับการแบ่งระบบพลังงานด้วยกระบวนการอื่นๆ อาทิเช่น การเจาะหาปริมาณกรดแล็คติกในเลือด ซึ่งค้นหาความเปลี่ยนแปลงอีกแบบ ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกันก็คือ การแบ่งระบบพลังงานต่างๆให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน

เมื่อทดสอบได้ค่าที่ระดับความหนักไหน ร่างกายตอบสนองด้วยหัวใจเท่าไหร่ ก็จะขีดเส้น ฉัวะ!! ตรงนั้นว่า นั่นคือจุดที่เป็น VO2MAX ของเรา เช่นทดสอบออกมาว่าช่วงหัวใจเต้น 180 ครั้งต่อนาที เป็นช่วงที่แบ่งระหว่างแอโรบิคกับอะแนโรบิค ก็แปลว่า ในการทำงานของร่างกายที่หัวใจเต้นช้ากว่า 180 ร่างกายของเราทำงานได้โดยใช้อ็อกซิเจนเข้ามาสร้างพลังงาน และถ้าสูงกว่านั้น ร่างกายของเราใช้พลังงานแบบไม่ใช้อ็อกซิเจนนั่นเอง หากคุณต้องการฝึกระบบการหายใจและไหลเวียนโลหัด (คาร์ดิโอ) คุณก็จะรู้ว่าต้องฝึกที่ช่วงไหนอย่างชัดเจนมากกว่า แม่นยำมากกว่าการใส่ค่าหัวใจ หรือเอาเลขมาลบอายุแล้วไดค่าหัวใจอะไรก็ไม่รู้ มาใส่ในอุปกรณ์ให้มันคิดให้เรา (ที่มักจะเพี้ยนจากความจริงมาก)

ทีนี้ มาดูกันว่า นอกจากการทดสอบเพื่อเป้าหมายนี้แล้ว การวัดการหายใจเพื่อหา VO2MAX นั้น ยังสามารถบอกถึงความฟิตของคนๆนั้นได้อีกด้วย เพราะในกระบวนการวัด จะใช้วิธี ตรวจสอบว่า อ็อกซิเจนที่หายใจเข้าไป กับที่หายใจออกมา หายไปในปริมาณเท่าไหร่ ยิ่งหายไปมากก็แปลว่า ร่างกายดึงเอาอ็อกซิเจนไปใช้ได้มากกว่า ถ้าหายไปน้อย ก็แปลว่าร่างกายเอาอ็อกซิเจนไปใช้ได้น้อยกว่า คนที่สามารถดึงอ็อกซิเจนไปใช้ได้มากกว่าในหนึ่งครั้งการหายใจ ก็คือคนที่สามารถสร้างพลังงานได้มากกว่านั่นเอง ดังนั้น ค่านี้ขึงนำมาใช้ติดตาม บ่งชี้ทิศทางของพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายได้อย่างดีอีกด้วย เพราะเมื่อร่างกายมีระบบแอโรบิคที่ดี ระบบคาร์ดิโอที่ดี ก็จะมีความสามารถในการทำงานแบบแอโรบิคได้ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานจากระบบนี้นั่นเอง

แม้ว่าโดยหลักๆแล้ว ความสามารถด้านนี้ จะถูกล็อคเอาไว้ตาม”กรรมพันธุ์” ของแต่ละบุคคล แต่การศึกษาก็พบว่า ในการทำกรรม ทำเวรมานั้น เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพได้ด้วยการฝึกซ้อมที่เหมาะสม เพราะแบบนี้เอง การพัฒนา VO2MAX จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่นักกีฬาในแบบเอ็นดูรานซ์สปอร์ต ต้องใช้เพื่อพัฒนาระบบแอโรบิคโดยรวมด้วย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องการสัดส่วนแตกต่างกันออกไป

เอาล่ะครับ สรุปลงท้ายกันว่า คำๆเดียวนี้ สามารถสื่อความหมายออกมาได้ในหลายมุมมากครับ ทั้งเป็นเรื่องของจุดบ่งชี้ระบบของร่างกายเพื่อสร้างการแบ่งช่วงการออกแรงที่เหมาะสม ไปจนถึงชื่อของโซนๆหนึ่งที่เราออกแรงในการออกกำลังกาย ซึ่งนำไปยังความหมายของความเข้มข้นและการระบุความหนักในการฝึกซ้อมพัฒนา และท้ายที่สุด มันก็ยังเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อติดตาม วิเคราะห์ บ่งชี้ความฟิตทางด้านกีฬาได้อย่างมีประสสิทธิภาพอีกนั่นเอง ดังนั้น ในความ”ไกลตัว” ของมัน มันก็เปี่ยมไปด้วยความ”ใกล้ตัว” อย่างปฏิเสธได้ยาก ไม่ว่าคุณจะปั่นจักรยานแบบไหน ท่องเที่ยว กีฬา ทางไกล สายอึด สายซิ่ง VO2MAX เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสามารถพบเจอได้ในมิติใดมิติหนึ่ง และช่วยให้คุณปั่นจักรยานได้ดีขึ้น สนุกขึ้น อย่างแน่นอน ขอเพียงเข้าใจมันเท่านั้นเอง

August 26, 2020 cyclinghub 0 Comment