“ค่าเหนื่อย” หรือค่าตอบแทนที่นักกีฬาจะได้รับจากการเป็นนักกีฬาอาชีพ มีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความนิยม ความสนใจ ของกีฬานั้นๆ รวมถึง ระดับของนักกีฬาคนนั้นๆในแต่ละชนิดกีฬา วันนี้เรามาดูกันว่า นักจักรยานระดับสุดยอดของโลกในปี 2020 นี้ ใครคือ 10 คนที่ได้รับ”ค่าเหนือ่ย” สูงที่สุดกันบ้าง

 

ปีเตอร์ ซากาน (ทีมโบรา-ฮานโกรห์) 250 ล้านบาทต่อปี (เดือนละ 20 ล้านบาท)

คริส ฟรูม (ทีมอินิออส) 225 ล้านบาทต่อปี (18.7 ล้านบาทต่อเดือน)

แกเร็นต์ โธมัส (ทีมอินิออส) 175 ล้านบาทต่อปี (14.5 ล้านบาทต่อเดือน)

อีแกน เบอร์นาล (ทีมอินิออส) 135 ล้านบาทต่อปี (11.2 ล้านบาทต่อเดือน)

ฟาบิโอ อารู (ทีมยูเออี-เอมิเรตส์) 130 ล้านบาทต่อปี (10.8 ล้านบาทต่อเดือน)

มิเคล เควียตโควสกี (ทีมอินิออส) 125 ล้านบาทต่อปี (104 ล้านบาทต่อเดือน)

จูเลียน อลาฟิลิปป์ (ดีคอยนิคส์-ควิปสเต็ปส์) 115 ล้านบาทต่อปี (9.6 ล้านบาทต่อเดือน)

อเลฮานโดร วาลเวอร์เด (โมวีสตาร์) 110 ล้านบาทต่อปี (9.1 ล้านบาทต่อเดือน)

วินเชนโซ นิบาลี (ทเร็ค-เซกาเฟรโด) 1และ ริชาร์ด กาลาปาซ (ทีมอินิออส)05 ล้านบาทต่อปี (8.6 ล้านบาทต่อเดือน)

ธีโบต์ ปีโนต์ (กรูปามา-เอฟดีเจ) 100 ล้านบาทต่อปี (8.3 ล้านบาทต่อเดือน)

 

นอกจากนี้ ในอันดับต่อๆมายังมีนักปั่นระับดีกรีเกือบๆร้อยล้านต่อปีมาอีกหลายคนเช่น ไนโร ควินทานา (อาร์เกีย-แซมสิก) กับ อีเลีย วิวีอานี (ทีมโคฟีดิส) ได้ค่าแรง 95 ล้านบาทต่อปี และ ทอม ดูเมอแล็ง (ยัมโบ-วิสมา) ได้ค่าเหนื่อยไปแบบเบาะๆ 90 ล้านบาทต่อปี ดูเป็นค่าแรงที่ไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการทำงาน แต่เมือ่เทียบกับกีฬาอื่นๆแล้ว อัตราค่าแรงของนักจักรยานั้นถือว่าน้อยนิดติดดินมากๆครับ เพราะนี่คือค่าแรงของเหล่า”ซูปเปอร์สตาร์” นะครับ พวกนักปั่นส่วนใหญ่ในระดับดิวิชั่นสูงสุดนั้น ได้ค่าเหนือ่ยกันที่ราวๆ 5-8 ล้านบาทต่อปี หรือ 4-7 แสนบาทต่อเดือนเท่านั้นเอง ค่าแรงนี้เทียบเท่ากับค่าเหนือ่ยของ ชาริล ชัปปุยส์ หรือ ธีรศิลป์ แดงดา นักเตะในไทยลีกที่ได้ค่าตัวสูงสุดเท่านั้เอง แน่นอนว่าเมื่อไปเทียบกับกอล์ฟและเทนนิสนั้นยิ่งต้องบอกว่า นักจักรยาน อยู่ได้ด้วยใจรักกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะ เมื่อหักภาษี และค่าใช้จ่ายต่างๆในการกิน-อยู่ ที่พัก แม้แต่ค่าโค้ชที่ทางทีมก็ไม่ได้ครอบคลุมให้ พวกเขาอาจเหลือเงินให้ใช้จ่ายไม่ได้มากไปกว่าการเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานบริษัทเลย แถมมีอายุการทำมาหากินอยู่เพียง 15-18 ปีเท่านั้น หากไม่สามารถไต่จนถึงฝันระดับแชมป์ที่สามารถหากินต่อไปได้กับชื่อเสียงยันแก่ชรา ก็ต้องใช้ชีวิตแบบสามัญชนคนทั่วไป ทำงานจ็อบต่างๆแลกค่าเหนือ่ยไปจนแก๋เฉ่า ในปีหนึ่งๆที่มีคนแข่งใน ตูร์ เดอ ฟร็องซ์เกือบ 200 คน ผ่านไป 20 ปี เราจะเหลือคนที่เราจำชื่อได้สักกี่คน ? และ พวกเขาในวัย 45-55 ปี ทำอะไรกันอยู่ในตอนนั้น ก็สุดจะคาดเดาได้

 

เมื่อมองลงไปที่ดิวิชั่นรองๆลงมา  ค่าเหนื่อยของนักปั่นทั่วไปในดิวิชั่นเหล่านั้นคือราว เดือนละ 3-5 แสนบาท กับค่าครองชีพในยุโรปนี่คือค่าแรงระดับทั่วไปด้วยซ้ำ ไม่ต้องนับถึงความมั่นคง ยั่งยืนในบั้นปลายชีวิตนะครับ  โชคดีที่อาชีพนี้รายจ่ายอาจไม่สูงมากเพราะดือนๆนึงอยู่บ้านไม่เท่าไหร่ ที่เหลือรอนแรมกิน-นอน อยู่กับทีมเป็นหลัก เซฟเงินกินไปได้ครึ่งปี แต่ก็นั่นแหละครับ ด้วยเหตุนี้ นักปั่นระดับดิวิชั่นรองลงมาจึงขวนขวายแข่งให้ได้รางวัลเพื่อสามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นโปรในดิวิชั่นสูงสุดให้ได้นั่นเอง ส่วนดิวิชั่นสามนั้นแทบไม่ต้องพูดเลย เพราะบางทีมไม่มีเงินเดือนให้นักปั่นด้วยซ้ำ มีเงินค่าจ้างแข่งเป็นรายการๆไป ทั้งปีอาจได้ลงแข่งรวมๆแล้ว 30-40 วัน ก็ได้เงินค่าแรงไปทั้งปีราว 100,000-400,000 บาทแล้วแต่ทีม แล้วแต่ความสามารถในการได้ลงแข่ง ซึ่ง น้อยยิ่งกว่าค่าจ้างบริษัททั่วๆไปเสียอีก พวกเขามีรายได้อยู่ได้ด้วยการรับสปอนเซอร์ส่วนตัว จากเงินส่วนแบ่งรางวัลการแข่งทีได้ลง ได้รับเงินจากการเป็นโค้ชให้กับมือสมัครเล่นที่อยากเดินรอยตามโปร รวมถึงจ็อบต่างๆที่เข้ามา

Tag :: protour
May 22, 2020 cyclinghub 0 Comment