แม้ว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาจะพัฒนาไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง แต่การ ฝึกซ้อมจักรยาน ของนักปั่นอีกมากมาย ก็ดำเนินไปตามความเชื่อที่บอกต่อกันมา โดยที่บางข้อมูลนั้นเป็นความเชื่อที่หาที่มาอ้างอิงไม่ได้เอาเสียเลย หรือบางข้อความเชื่อก็เป็นวิถีของยุคสมัยเก่าก่อนที่ได้ถูกหักล้างยกเลิกไปด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆที่เข้ามาแทนที่ นี่คือ 5 เรื่องที่นักปั่นบางคน ยังคงเชื่อกันอยู่แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่จริง

 

หมวกดีต้องไม่แตก

เคยผ่านตากันมั้ยครับ กับความเชื่อว่า หมวกดีจะไม่แตก หรือ หมวกที่แตกเป็นหมวกไม่ดี ชนิดที่หมวกปลอมหรือหมวกเลียนแบบบางเจ้าก็โฆษณาภาคภูมิใจว่า ล้มแล้วไม่แตก ทนทานไม่ต่างของแท้ ในขณะที่จริงๆแล้ว หมวกดีๆยุคนี้ ถูกออกแบบมาให้แตกแทนหัวของเรานั่นเอง การออกแบบหมวกสมัยใหม่ ที่ใช้แนวคิดนี้มาสิบกว่าปีแล้วคือการใช้ตัวหมวกเป็นโครงสร้างกระจายแรงไปยังจุดต่างๆของหมวก แรงกระแทกเหล่านั้นถูกกระจายออกและโครงสร้างหมวกก็จะแตกเพื่อสลายแรงนั่นเอง ดังนั้น หมวกที่แตกจากการกระแทกแบบนี้ มักจะแตกกระจายไปเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แตกอยู่ที่จุดกระแทกจุดเดียว

 

อยากปั่นระยะไหนต้องซ้อมระยะนั้น

ถ้าจะไปร้อยโล ต้องซ้อมปั่นร้อยโล ถ้าจะไป 1200 กม. ก็ต้องซ้อม 1200 กม. ให้ได้ก่อน นี่คือความเชื่อที่ยังยึดถือกันแพร่หลายมากแม้ในเวลานี้ เพราะนักปั่นจำนวนมากใช้ ความเร็ว และ ระยะทางเป็นตัวตั้งในการดูผลการปั่น  ดังนั้นเมื่อจะไปงานปั่นอะไรสักอย่าง เมื่อรู้ระยะทางแล้วก็จะวางการซ้อม เตรียมร่างกายไปให้พอดีกับระยะทางนั้น แต่ความจริงแล้ว นักปั่นยุคใหม่ นักกีฬาสมัยใหม่ จะใช้”ระยะเวลา” เป็นตัวตั้งสำคัญในการฝึกซ้อม ถ้าจะไปปั่นร้อยโล เมื่อจะฝึกซ้อมจักรยาน ก็จะใช้ระยะเวลาที่คาดการณ์เอาไว้มาเป็นเป้าหมาย เพราะสภาพเส้นทาง รูปแบบการปั่นต่างก็มีผลทำให้ร้อยโลนั้นยืดหยุ่นไปในเรื่องของเวลานั้นเอง

 

เจลพลังงานคือทุกอย่าง

ถ้าจะไปงานอะไรสักอย่าง หนึ่งในไอเท็มลับที่นักปั่นต้องมีไว้คือ”เจล” นั่นเอง เคยเห็นภาพนักปั่นพกเจล หรือติดเจลเอาไว้ที่จักรยานเรียงเป็นตับนับได้ 6-7 ซองมั้ยครับ นั่นเพราะเราเชื่อกันผิดๆว่าเจลคืออาหารอวกาศที่ทำให้เรากินได้ง่ายใช้พลังงานได้ง่ายและดีต่อการปั่น ซึ่งอันที่จริงแล้ว ร่างกายต้องการพลังงานทั้งในแบบที่ได้รับเร็วๆ และช้าๆ ผสมกันไป เจลทำหน้าที่บูสพลังงานแบบเร่งด่วน แต่ไม่สามารถให้พลังงานต่อเนื่องได้ โปรนักปั่นจึงใช้เจลเพียงในจุดจำเป็นเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นอาหารแข็งทั้งสำเร็จรูปและอาหารทั่วไปที่พกพาได้นั่นแหละครับ

 

ฝึกอดก็คือการฝึกทน

ความเชื่อนี้เคยมีมาเมื่อราว 50 ปีมาแล้วกับการปั่นจักรยานที่นักปั่นเมื่อฝึกซ้อมจักรยาน จะฝึกอดน้ำ อดอาหาร ให้ร่างกายทนทาน ใครที่กินน้ำน้อยกว่า กินอาหารน้อยกว่าได้คือแข็งแกร่งและแรงดี แต่ในปัจจุบันความเชื่อถูกทำลายลงไปแล้ว เพราะสารอาหารและน้ำ คือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ร่างกายพัฒนาและแสดงศักยภาพได้ถึงขีดสุด ดังนั้น นอกจากจะไม่อดอีกแล้ว ตอนนี้นักปั่นยังคงดื่มและกินสิ่งต่างๆแทบจะตลอดระยะเวลาปั่น ทั้งน้ำดื่ม เกลือแร่ พลังงานเหลว โปรตีนเหลว อาหาร บาร์ต่างๆ รวมไปถึง โปรตีน ที่ช่วยฟื้นฟูตัวเองระหว่างปั่นด้วย

 

คาร์บอนเหนือกว่าทุกสิ่งเสมอ

เพราะเฟรมรุ่นท็อปๆทำจากคาร์บอน เพราะชิ้นส่วนต่างๆที่รุ่นสูงๆมักเป็นคาร์บอน ทำให้หลายๆคนมองว่า อะไรก็ตามที่ทำจากคาร์บอนมันต้องดีงามเสมอไป ซึ่งความเชื่อนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะคาร์บอนเองก็มีหลายระดับมาตรฐานตั้งแต่ขั้นอวกาศไปจนถึงโรงงานห้องแถว แถมยังมีรายละเอียดยิบย่อยที่ส่งผลต่อคุณภาพอีกเพียบ ดังนั้น หากพิจารณาดีๆจะพบว่า อุปกรณ์คาร์บอนรุ่นล่างๆอาจมีคุณภาพที่ด้อยกว่าอลูมินั่มรุ่นบนๆ โดยเฉพาะเฟรมที่มีเฟรมอลูมินั่มขั้นเทพหลายๆตัว สามารถให้สมรรถนะได้ดีกว่าคาร์บอนแบบด้อยมาตรฐานด้วยซ้ำ เอาจริงๆแม้แต่คาร์บอนรุ่นล่างๆของแบรนด์ใหญ่ๆ ก็มีสมรรถนะรวมๆสู้เฟรมอลูมินั่มรุ่นท็อปๆไม่ได้

September 9, 2020 cyclinghub 0 Comment