ยัมโบ้-วิสม่า … ทีมที่แฟนจักรยานจริงๆเท่านั้นถึงจะรู้จักชื่อ และ ในจำนวนนั้นก็มีไม่มากนักที่จะมองว่าทีมนี้คือ”ของจริง” ในวันเวลาที่กีฬาจักรยานถูก”โดมิเนท” หรือ “ครอบครอง” โดยทีมใหญ่ที่สุดของแต่ละยุคมาอย่างยาวนาน 2 ทศวรรษ นับแต่ยุคของทีมใหญ่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ต่อด้วยความรุ่งเรืองของยอดมือปืน และท้ายสุดคือการผงาดมาของทีมนักปั่นเมืองผู้ดี จนแฟนจักรยานชาชินไปแล้วกับการประสบความสำเร็จของทีมที่เข้าตาในแต่ละช่วงเวลา แม้แต่ทีมเล็กๆลงมาก็เน้นเอารางวัลที่จับต้องได้ง่ายเช่น การเก็บเสตจ หรือ การวางแผนมาเพื่อสะสมแต้มชิงเสื้อเขียว

แต่นี่ไม่ใช่ทางเดินของยัมโบ้-วิสม่า ในปีนี้ พวกเขา ยกเอาขุนพลของทีมที่แกร่งที่สุดที่พวกเขาจะมีในเวลานี้ ทีมที่เมือเทียบงบประมาณด้านเงินทุนแล้วห่างไกลจากมหาเศรษฐียอดทีมของยุคอยู่ไม่น้อย แทบจะเรียกว่าไร้ซึ่งชื่อของดาราดังวงการเสือหมอบ ถึงจะมีก็แทบจะหมดหวังเมื่อขุนพลของทีมไม่สามารถรับมือกับยอดทีมใหญ่ได้ ถึงขั้นบางท่านเรียกว่า ทหารเลวของทีมนี้ อ่อนแอเกินไปที่จะเข้ามาแข่งขันในเวทีแกรนด์ทัวร์

(dpa) – US cyclist Lance Armstrong (L) (Team US Postal Service-Berry Floor) receives a friendly slap on the back from Dutch cyclist Michael Boogerd (Team Rabobank) during the 8th leg of the Tour de France in Sallanches, France, 13 July 2003. The 8th leg is a mountain leg which covers a distance of 219 kilometres across the several alpine mountain passes from the French town of Sallanches to L’Alpe d’Huez.

 

แต่ในที่สุด สิ่งที่โลกต้องตะลึงก็มาถึง เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์เสตจของ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ในปีนี้ครึ่งแรกไปได้ถึง 4 จาก 10 เสตจ โดยที่หนึ่งในนั้นคือการชนะทีมไทม์ไทรอัล มีชัยเหนือยอดทีมสุดล้ำของยุคนี้อย่าง ทีมอินิออส ซึ่งก็ทำให้หลายๆคนต้องมามอง”องค์ประกอบ”ของทีม ที่แม้จะไร้ดาราดัง และดูเผินๆเหมือนขนเอาตัวปั่นฉกเสตจสายแข่งวันเดียวมาอยู่ด้วยกันแล้วไปหาโอกาสเอาดาบหน้า กลายเป็นว่า เมื่อพวกเขามีตัวปั่นที่ “ทน” และ “ทรงพลัง” ในรูปแบบของการแข่งแบบคลาสสิคได้ดี มีตัวที่ทั้งกระทืบเนินสั้น และขี่ไทม์ไทรอัลได้เยี่ยมอยู่ในทีม จึงเป็นผลให้ทีมนี้ สามารถทำผลงานในเกมส์การแข่งหลายๆรูปการได้ดีเกินคาด แทนที่จะมีกองทัพนักปั่นเฉพาะทางเข้ามาเป็นสัดส่วนแบบทีมอื่นๆ ความครบเครื่องของนักปั่นแต่ละคน และทีมเวิร์คที่สุดยอดของ ยัมโบ้-วิสม่า ในเวลานี้ ทำให้เสตจทางราบและระยะทางไกล กลายเป็นเวทีที่พวกเขาฉกฉวยโอกาสมาได้

ตัวทีมยัมโบ้-วิสม่า นั้นย้อนอดีตการก่อตั้งไปได้ถึงตั้งแต่ปี 1984 ในยุคทองของการพัฒนาทีมเสือหมอบอาชีพ ด้วยโครงการสร้างและพัฒนากีฬาจักรยานของเนเธอแลนด์ ภายใต้ชือ่ทีม “ควันตั้ม-เดโคโซล” จากนั้นจึงค่อยๆขยับขยายทีม เปลี่ยนผู้สนับสนุนสั้นๆมาเรื่อยๆ และท้ายที่สุด ก็เข้าถึงยุคของการเติบใหญ่ เมื่อธนาคารใหญ่สัญชาติดัทช์ “ราโบแบ็งค์” เข้ามาสนับสนุนกีฬาจักรยานอย่างเต็มที่ ก่อนกำเนินเป็นทีมราโบแบ็งค์ในปี 1996 และมีอายุทียาวนานถึง 12 ปีก่อนจะยุบตัวลงไปในปี 2012 การเข้ามาสนับสนุนทีมของราโบแบ็งค์ ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนเพียงทีมอาชีพใหญ่สุดเท่านั้น พวกเขายังสร้างทีมพัฒนาเยาวชน สนับสนุนสมาคมจัรกยานเนเธอแลนด์ ตลอดจนนโยบายที่น่าตกใจของธนาคารนี้ว่า หากเมืองใดก็ตามในเนเธอแลนด์ จัดให้มีการแข่งจักรยานขึ้น ธนาคารราโบ ในเมืองนั้น ต้องทำการสนับสนุนงานแข่งรายการนั้น ตามสดส่วนที่เหมาะสมของระดับรายการ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างนักจักรยานระดับโลกขึ้นมามากมายระหว่างช่วงหลังปี 2000

แต่แล้ว ความหอมหวานก็ต้องถึงจุดยุติลงอย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่า ราโบแบ็งค์ อำลาการสนับสนุนกีฬาจักรยานของเนเธอแลนด์ไปในปี 2012 ด้วยสาเหตุหลักคือ ในเวลานั้น กีฬาจัรกยาน บอบช้ำ และเน่าเฟะจากข่าวการใช้สารกระตุ้นมากมาย ต่อนเื่องกันมานานนับปี ในทุกระดับการแข่งขัน จนยอดผู้ชมเริ่มตกต่ำ แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่พวกเขาถอนตัวออกไป แต่มันคือ การเอาแบรนด์ของตนเอง ออกไปจากกีฬาที่ไม่ขาวสะอาดนี้นั่นเอง พวกเขาให้เวลาวงการจักรยาน”เคลียร์”ตัวเองให้ได้มาเนิ่นนานหลายปีก่อนจะตัดสินใจ จบ ความสัมพันธ์กับวงการนี้ไปอย่างน่าเศร้า และนี่คือจุดจุดของโครงการอายุยาวนานกว่าทศวรรษของราโบแบ็งค์ และ มหัศจรรย์สีส้ม ที่แฟนจักรยานยุคนั้นทุกคนต้องจำได้

เริ่มต้นปี 2013 ทีมอดีตราโบแบ็งค์ ยังไม่ลดละความพยายาม พวกเขาตัดสินใจเริ่มต้นทำทีมต่อแม้จะไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่ แต่ยังคงหาเงินทุนมาทำทีมได้ (บ้างก็ว่า จริงๆก็คือ ราโบแบ็งค์ ที่ยังให้เงินอยู่เงียบๆ) แต่ทำการจดทะเบียนในชื่อ ทีมบลังโก้ หรือแปลว่า “ว่างเปล่า” นั่นเอง เสื้อทีมไม่มีโลโก้ ผู้สนับสนุนอะไร เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า ถึงเวลาที่วงการจัรกยานต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้สนับสนุนไม่ต้องการเสนอหน้าออกมากับกีฬาที่แปดเปื้อนนี้ การโกงแล้วชนะ แม้จะโกงกันหมด แต่มันทำให้การแข่งขันไร้ซึ่งเสน่ห์และขาดความสวยงาม ในระยะยาว แฟนกีฬาก็ะจะเลิกชม แถมภาพลักษณ์ของกีฬาก็จะกลายเป็น ใครรวยสุด ใครโกงเก่งสุด ก็ชนะไป นี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ธุรกิจต่างๆต้องการเข้ามาสร้างแผนการตลาดกับมูลค่าที่สกปรกของวงการจักรยาน เสียงสะท้อนนี้ ให้เวลาทีมต่ออายุได้เพียงในปีนั้นเท่านั้น หากไม่สามารถหาผู้สนับสนุนต่อได้ ทีมอาจต้องยุบตัวไปก่อนถึงการแข่งขันช่วงสำคัญของปีนั้น ก่อนถึง ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ หากพวกเขายังหาผู้สนับสนุนรายใหม่ไม่ได้ ทีมบลังโก้ จะไม่มีเงินจ่ายนักปั่น และดำเนินการทีม ไม่สามารถนำทีมเข้าแข่งขันรายการต่างๆได้ ซึ่งก็จะถูกยุบทีมไปโดยปริยาย (จริงๆหลักฐานทางการเงินที่ส่งเพื่อการจดทะเบียน จะครอบคลุมถึงค่าเหนื่อยนักปั่นตลอดปีด้วย)

แต่แล้ว ทีมก็ได้ผู้ใหญ่ใจดี “เบลกิน” แบรนด์เคสโทรศัพท์จากแดนไกล เขามาร่วมทำทีมในวินาทีสุดท้ายได้สำเร็จ ทำให้เกิด ทีมเบลกิน ระหว่างกลางปี 2013 ถึงปลายปี 2014 เพียงปีครึ่งเท่านั้น และก็เข้าสู่หนังดราม่าภาคใหม่แต่เนื้อหาเดิมคือ เมื่อเบลกิน จากไป ทีมก็ถึงตาหายนะอีกแล้ว ต้องวิ่งหาสปอนเซอร์ใหม่ให้สำเร็จ ในเวลานั้น ไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุนแหล่งไหน พร้อมยอมจ่ายงบมาทำการตลาดใหญ่ขนาดทำทีมจักรยานระดับนี้ มีเพียง “ล็อตโต้” หรือ สลากเสี่ยงโชคแห่งชาติเนเธอแลนด์ ที่เข้ามาให้เงินสนับสนุนทีม ซึ่งมันก็ไม่พอที่จะทำให้ทีมดำเนินกิจการได้ยาวๆ 3 ปีอย่างที่มุ่งหวังเอาไว้ (เนื่องจากทีมซบเซาลงไประหว่างยุคตกต่ำ ต่อนเื่องกัน 2 ปี นักปั่นดีๆก็หายหมด) ร่ำๆว่าจะถอดใจยุบทีมกันไปแล้ว ในที่สุด ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ของเนเธอแลนด์ “ยัมโบ้” ก็เข้ามาร่วมสนับสนุนทีม จับมือกันเป็น ล็อตโต-ยัมโบ้ แต่เชื่อจะถูกเขียนเป็น LottoNL-Jumbo  เนื่องจาก NL ใส่มาให้ชื่อทีมแตกต่างจากทีม Lotto อีกทีมหนึ่ง เพราะสลากล็อตโตนี้ เป็นคนละเจ้ากับที่ทำทีม Lotto ของเบลเยียม ซึ่งมันก็เทียบเล่นๆขำๆได้ว่า ทีมจักรยานแห่งชาติดัทช์ รอดตายได้จากการที่ “กองสลาก” จับมือกับ “แม็คโคร” อะไรทำนองนี้ กลายเป็น ทีมสลากกินแบ่ง-แม็คโคร

และแล้ว ล่าสุดในปีนี้ สลากล็อตโตของเนเธอแลนด์ก็หมดสัญญาทำทีม อำลาทีมไปอย่างไม่ดราม่า จึงเหลือแต่ ยัมโบ้ ที่ยังคงสนใจทำทีมต่ออยู่ จึงควานหาผู้สนับสนุนร่วม และจบลงที่ “ยัมโบ้-วิสม่า” ที่เราเห็นอยู่นี้เอง

เส้นทางการเดินจากปี 2012 ที่ทีมต้องผจญวิกฤติ จนถึง 2019 ที่ทีมก้าวขึ้นมาแข็งแกร่งได้นั้น กินเวลายาวนานถึง 7 ปี ระหว่างนี้ มีนักปั่นดัทช์ดีๆมากมายเกิดขึ้นแต่ไปแจ้งเกิดอยู่กับทีมอื่นๆ ส่วนเด็กปั้นของทีมที่ปั้นกันมาตั้งแต่อายุยังห้าว วัยยังรุ่น ที่คาดว่าจะใช้งานได้ ออกดอก ออกผลในช่วง 2015-2017 ก็ถึงคราว”แป้ก” ไป ต้องระหกระเหินรอนแรมออกไปอยู่กับทีมต่างๆหรือฟอร์มตกง่อยหายไปจากวงการเลยก็มี แม้ว่าในวันนี้ ยัมโบ้-วิสม่า ได้ก้าวเข้ามาถึงระดับที่เรียกได้ว่า กู้ชื่อเสียงกลับมา สู่เวทีใหญ่ได้อย่างเต็มตัวอีกครั้ง แต่นี่คือบทเรียนชิ้นโตที่สะท้อนเรื่องราวความเป็นมาของคลื่นลมวงการปั่นสองล้อ จากทีมใหญ่ที่สุดของยุคทีมหนึ่ง กลับกลายเป็นม้านอกสายตาและล็อคที่ถูกพลิกในแกรนด์ทัวร์

July 16, 2019 cyclinghub 0 Comment