สวัสดีครับ วันนี้ จะมาคุยกันในเรื่องของ”ตัวเลข”กันนะครับ แต่วางใจได้ว่า มันจะไม่เป็นเรื่องของคณิตศาสตร์ที่เห็นแล้วปวดตับแน่นอน เพราะวันนี้ ผมจะนำตัวเลขมาสะท้อนให้ดูกันว่า ความเทพของนักจักรยานที่ปั่นๆกันนั้น กับตัวเรา อะไรคือความต่างที่ทำให้ดูแล้วห่างชั้นราวกับลูกกระจอกร้อง กี้ๆๆ ในหนังไอ้มดแดง กับบิ๊กบอสเจ้าพ่ออุลตร้ากันเลยทีเดียว ก่อนจะเข้าเรื่องราวเหล่านั้น เรามาทำความเข้าใจในกติกาพื้นฐานที่จะใช้คุยกันวันนี้ก่อนนะครับว่า ตัวเลขต่างๆต่อไปนี้ เป็นค่าสมมุติ ที่นำมาเทียบเคียงให้เห็นภาพเท่านั้น อาจไม่ใช่ค่าที่”เป๊ะ” เพราะเราไม่ได้นำมาจากสถานการณ์จริง

 

อันดับแรก เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานร่างกายเราก่อนครับว่า ร่างกายของเรานั้นใช้พลังงาานปั่นในแต่ละช่วงความหนักแตกต่างกันไป ปั่นเบาๆใช้ไขมัน ปั่นออกกำลังใช้คาร์โบไฮเดรต ปั่นสนุกกับเพื่อนใช้ไกลโคเจน และ ปั่นซิ่งเฟี้ยวโหดหิน ก็ระเบิดพลังงานกล้ามเนื้อขั้นสูงออกมาอย่างรวดเร็วนั่นเอง โดยแยกกันให้เข้าใจง่ายๆดังนี้ครับ

เฟส 2 ปั่นชิลๆ ใช้ไขมัน ช่วงนี้ปั่นกนได้ตั้งแต่ 4-12 ชม. ไปจนถึงเป็นสิบก็ได้ในคนทั่วไป (ตามทฤษฏีได้เป็นวัน!!)

เฟส 3 ปั่นพเหงื่อซืม ใช้พลังงานคาร์โบไฮเดรตในร่างกาย ปั่นกันได้ 2-6 ชั่วโมงต่อเนื่องกันไป

เฟส 4 ปั่นออกกำลังหนักๆ ใช้พลังงานไกลโคเจน และจะอยู่ได้ราวๆ 60 นาที (ก่อนไกลโคเจนหมด)

เฟส 5 ปั่นแบบพูดไม่ออก เหนื่อยสุดๆพูดไม่ออกเพราะต้องการอ็อกซิเจนมากที่สุดแล้ว อยู่ได้ราว 3-8 นาทีเท่านั้น

เฟส 6 ระเบิดพลังกล้ามเนื้อ ใช้พลังงานระดับสูง อยู่กันได้ราว 1-2 นาที

เฟส 7 ที่สุดของแจ้ หรือการสปรินท์เต็มสูบนั่นเอง กระทืบกันได้แค่ 10-30 วินาทีเป็นอย่างมากในคนทั่วไป

 

ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่แกร่งขนาดไหน ต่างก็มีพื้นฐานระบบการทำงานอยู่ในทำนองนี้ทั้งสิ้น แตกต่างที่ระยะเวลาและคุณภาพในการใช้พลังงานนิดหน่อยเท่านั้นครับ เพราะถ้ามีใครที่สามารถลาก เฟส 4 กันได้ 3 ชั่วโมง ใช้ไกลโคเจนพรวดๆได้นานขนาดนั้น เชื่อว่าจริงๆแล้วเป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอน หรือ ใครที่ใช้พลังงาน เฟส 2 ได้แค่ชั่วโมงเดียวแล้วเป็นลมลงไปตาเหลือก อันนี้ก็น่าจะมีปัญหาทางกายภาพที่ต้องพบหมออย่างซีเรียสเร่งด่วน

แล้ว…อะไรกันนะ คือสิ่งที่ทำให้ คนปั่นจัรกยาน กับแชมป์ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ แตกต่างกัน ?

 

คำถามนี้ หากเปรียบเทียบกันชนิดฟ้ากับเหวคงเห็นภาพได้ยากครับ เรามาลองเทียบกันง่ายๆด้วยสถานการณ์ที่พบได้บ่อยๆในการปั่นทั่วไปกันเลยครับ เมื่อเรามีเพื่อนชวนไปปั่นด้วยกันนี่แหละ ทำไม เพราะอะไร เพื่อนเราถึงได้ปั่นแล้วแรงถึงขนาดที่เราไม่สามารถตามได้ ทั้งๆที่ปั่นมาด้วยกันแท้ๆ

นาย ก. กำลังปั่นไปกับเพื่อนที่ เฟส 3 อย่างสบายใจ วันนี้จะชวนกันปั่นไปกินเกาเหลาระยะทาง 70 กม. คิดว่าประมาณ 2 ชม. ก็จะไปถึงแล้ว

นาย ข. ปั่นไปด้วยกันนั่นแหละ แต่ร่างกายกำลังทำงานอยู่ที่ เฟส 4 ไปแล้ว

คุณลองเอาสถานการณ์นี้ ไปใส่กับสมการด้านบนดูครับ แล้วคุณจะสามารถเดาอนาคตได้ออกอย่างไม่ยากเลย … ใช่แล้วครับ นาย ก. จะปั่นสบายๆไปถึงที่หมายได้ในความเร็วนั้นตลอดทางแบบไม่เดือดร้อน ส่วนนาย ข. จะปั่นไปได้ครึ่งทาง แล้วจะพบกับหนังชีวิตเมื่อพลังงานสะสมหมด  ไม่สามารถคงความเร็วได้อีกต่อไป ปล่อยเพื่อนห่างหายไปจากสายตา จะเร่งก็ไม่ได้ ต้องปั่นเบาๆตามมาอย่างช้าๆ และมาถึงตอนที่ นาย ก. กินเกาเหลาหมดชาม “อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ จู่ๆก็หายไป” …

 

ความต่างของแต่ละเฟสนั้น มันมากขนาดไหน? ก็ต้องมาดูกันที่”แรง” ที่ออกจนทำให้เราออกแรงข้ามไปอีกเฟสหนึ่งได้เลย สำหรับคนปั่นจักรยานทั่วๆไปนั้น จะมีความต่างของชั่วงโซนในการออกแรงแต่ละเฟส ราวๆ 20-25 วัตต์ เท่านั้นเอง เช่น ปั่น 120 วัตต์ เป็นช่วงเฟส 2 สบายๆ แต่ปั่น 145 วัตต์ มันคือเฟส 3 ไปแล้ว  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เพียงน้อยนิดหมายถึงแรงที่ออกไปจากแหล่งพลังงานที่ต่างกันได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น ถนนที่ขรุขระกว่าเดิม ลมที่แรงขึ้นนิดหน่อย แม้แต่เนิน 3% ที่แทบไม่รู้สึกอะไรเลย ซึ่งการออกแรงมากขึ้นนิดเดียวนี้ นาย ข. ไม่รู้สึกอะไรในเวลานั้น แต่จะรู้สึกได้เมื่อผ่านไปจนครบถังพลังงานของตนเอง ทีนี้เราลองสมมุติตัวเลขมาดูว่าสถานการณ์นี้เกิดอะไรขึ้นนะครับ

 

นาย ก. ปั่นไปที่ 180 วัตต์อย่างสบายอารมณ์ นี่คือเฟส 3 ของเขา ในขณะที่นาย ข. ปั่นที่ 180 วัตต์เช่นกัน แต่สำหรับเขา นี่คือ เฟส 4 พอดิบพอดี เพราะ มีความอ่อนกว่าเพื่อนเพียง 10%  ปั่นไปไหนมาไหนด้วยกันไม่เห็นเคยรู้สึกอะไรมาก …ใช่ครับ ทั้งคู่มีความต่างของความแรงอยู่แค่ 10% เท่านั้น ทำให้ช่วงพิกัดเฟสต่างๆ เปลี่ยนไปไม่เท่ากัน  ถ้านาย ก. มีกำลังม้าเครื่องยนต์ตัวเองเต็มที่ ที่ 200 วัตต์  การออกแรงแค่นี้มันเป็นช่วงเฟส 3 อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนนาย ข. ที่มีกำลังม้าน้อยกว่า 1/10 ก็คือ 180 วัตต์ .. การปั่นวันนี้ก็คือการรีดกำลังเต็มสูบของเครื่องยนต์ตัวเองในเฟสที่ 4 เลย

ซึ่งนี่ก็คือสถานการณ์ที่พบง่ายมากๆในการปั่นจักรยาน กับความแรงที่แตกต่างกันเพียง 10% แล้วเลข 10% นี้มันคือความฟิตอย่างไรล่ะ?? บอกได้ง่ายๆเลยครับว่า นี่คือ ความฟิตที่หายไปหลังจากที่คุณ หยุดปั่นจักรยานไปแล้วราว 10-14 วัน!! นั่นล่ะครับ ลองนึกภาพดูว่า คุณห่างจากการไปปั่นจัรกยานเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ แล้วกลับไปปั่น กว่าคุณจะรู้ตัวว่าเหนื่อยบรรลัย ก็ต้องปั่นไปสักระยะ เพราะจริงๆแล้ว ร่างกายคุณแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย นี่แหละครับ ในชีวิตจริง ที่ตัวเราซึ่งปั่นจักรยานเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน กับเพื่อนที่ปั่น 3 วัน จะมีความต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เอาง่ายๆ แค่นาย ก. ไปงานสุดโหดมาก่อนหน้านั้นสัก 2 งานติดๆกัน ก็ทำให้แข็งแกร่งกว่านาย ข. ได้มากกว่า 10% แล้ว

 

ยังครับ ยัง นี่เป็นเพียงเรื่องราวใกล้บ้าน เราลองมาดูสถานการณ์ต่อไปที่พบเห็นได้ไม่ยากเลย

คราวนี้ นาย ก. เป็นพระเอกกันบ้างนะครับ เพราะนาย ก. ไปงานปั่นระดับชาติเลยครับ เขาได้ปั่นร่วมกลุ่มอยู่กับนักปั่นระดับทีมชาติเลยทีเดียว กลุ่มใหญ่เบ้อเร่อ หัวลากดีกรีแชมป์ประเทศไทย ทำการลากสบายๆกันที่… 280 วัตต์ !! แน่นอนครับว่า นาย ก. นั้นจริงๆแล้ว ไม่มีวาสนาขี่กับแชมป์ประเทศไทยที่ความเร็วเฟสนี้ได้เกิน 2 นาทีหรอก แต่เขาขี่ได้เพราะ การอยู่ในกลุ่มช่วยลดแรงลงมาเหลือเพียง 200 วัตต์ เท่านั้น ซึ่งก็เป็น แรงม้าของเครื่องยนต์ที่เขามีพอดีเป๊ะ วันนี้ระยะทางขาไป 40 กม. คาดว่าใช้เวลาเพียง 1 ชม. ก็ถึง (แน่นอนล่ะ หัวรถจักรชั้นยอด) แต่น่าตกใจที่เส้นทางที่ปั่นนี้เป็นเนินขึ้นๆลงๆ 3-4% สลับไปมา เอาแล้วสิครับ การมีเนินเข้ามาแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องราวชะตาชีวิตของนาย ก. กัน?

 

เวลาเจอเนิน หัวลากดีกรีธงไตรรงค์ของเรา ก็ปราณีเพื่อนร่วมทริปนับสิบข้างหลังด้วยการ “ควงขา” ขึ้นไปแบบสบายๆ 320 วัตต์ นี่ยังเป็นความเร็วปลายๆ เฟส 3 ของเขา เท่านั้น ส่วนบรรดาผู้โดยสาร ที่ตามมานั้นเล่า ต้องเพิ่มแรงจาก 200 ของนาย ก. มาอีก 20% เป็นราว 240 วัตต์ ซึ่งไปตกที่ เฟส 6 ของเขา … เอาล่ะสิครับ แบบนี้จะเป็นอย่างไร? สิ่งที่เราจะได้เห็นหากเป็นคนดูการปั่นนี้ ก็จะพบว่า ทุกๆครั้งที่เจอเนิน 3% นาย ก. จะต้องระเบิดพลังไม่ว่าจะนั่งหรือยืนปั่น เพื่อตามกลุ่มให้ทัน โดยที่เนินนั้นต้องไม่ยาวไปกว่า 2 นาที! เนินแรก โชคดีผ่านไปได้ 30 วินาที อัดรอบขาไป 50 ก้านก็พ้น พร้อมกับหัวใจที่พุ่งปรี๊ดดด และไหลลงมา ซึ่ง นาย ก. ก็จะได้พักหน่อยๆ ก่อนกลับมาที่ เฟส ที่ 4 ใหม่ ที่หัวใจของเขาจะไม่ลดลง ก่อนจะเจอเนินที่สอง ยาวอีก 30 วินาที เป็นเช่นนี้ไป เนินแล้ว เนินเล่า ในที่สุด ร่างกายก็สุดจะทานทนไหว เพราะ หัวใจที่ไม่สามารถลดลงได้ ร่างกายพักฟื้นไม่พอ พลังงานสะสมใกล้หมดแล้ว พลังระเบิดกล้ามเนื้อก็ไม่เหลือ

สุดท้ายก็… หลุดกลุ่มมาขี่คนเดียวอย่างเหงา เศร้า

 

นี่แหละครับ เรื่องง่ายๆที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มแรงที่ออกเพียงนิดเดียวเท่านั้น กลับส่งผลให้คนทั่วๆไปถึงกับน้ำลายเหนียวได้เลย เพราะ ขนาดเครื่องยนต์ที่ต่างกัน สมมุติง่ายๆว่า คนปกติมี 200cc การแบ่งช่วงการออกแรงช่วงละ 25 แต่พอมาระดับชาติของเา ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 400cc มีการแบ่งช่วงเฟสออกแรงช่วงละ 50-60 วัตต์!! เอาแบบกำปั้นทุบดินเลยนะครับ … แชมป์ประเทศไทยขยับเฟสการใช้พลังงานมาช่วงนึง คนปกตินี่ทะลักเพิ่มกันไปมากกว่าหนึ่งช่วงไปแล้ว สิ่งเดียวที่จะช่วยให้ขี่ด้วยกันได้คือ มหัศจรรย์แห่งการดราฟท์ของการขี่กลุ่มนั่นเอง แต่ก็นั่นแหละครับ อย่างที่สมมุติเหตุการณ์ขึ้นมา เพียงหัวลากขยับแรงขึ้นเพียง 10% ของความจุเครื่องยนต์เขา …เราก็พังแล้ว

 

ทีนี้…มาดูดีกรีระดับโลก ที่มีความจุเครื่องยนต์ระดับ 560cc !! เมื่อมาเทียบกับมนุษย์ธรรมดาจะเป็นอย่างไร? คำตอบก็คือ … หนึ่งช่วงการเปลี่ยนเฟสพลังงานของเขา จะกินระยะการออกแรงประมาณ 80 วัตต์ … โอ… แม่เจ้า … นาย ข. ที่นั่งซดเกาเหลาอยู่ถึงกับ น้ำซุปพุ่งพรวดออกมา … อะไรนะ? เพิ่มแรงขึ้นมา 80 วัตต์ นี่มันเพิ่มจาก 100 มา 180 ระบบพลังงานของเขาข้ามจาก เฟส 2 มายังเฟส 4 เต็มๆในทันที นี่ถ้าหากว่า เริ่มออกปั่นกันไปที่ … 180 วัตต์ แล้ว โปรระดับโลกขยับความเร็วขึ้นมาอีกช่วงเดียวเท่านั้น ก็เท่ากับว่า นาย ข. ต้องพยายามถูลู่ถูกังที่ 260 วัตต์ ก่อนจะระเบิดตัวเองตายไปในเวลาเพียงไม่ถึง 1 นาที

และอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น นาย ก. ก็จะ ควันคลุ้ง หม้อน้ำแตก ตายไปด้วยเช่นกัน เรียกว่าคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่ถ้าเจอแบบนี้ ตายทั้งคู่อย่างไม่ต้องรอลงอาญา อัยการไม่ส่งฟ้อง ก็ทนต่อกรรมเวรไม่ไหว ขอมอบตัวไปเองดีกว่า

ส่วนดีกรีแชมป์ประเทศไทยเรา สามารถตามเขาไปได้แน่นอนครับ ตราบใดที่ยังอยู่ในระดับเครื่องยนต์ของเขา ก็คล้ายๆกับกรณีของทั้ง นาย ก. และ นาย ข . นั่นแหละครับ แต่เครื่องใหญ่กว่า รับมืองานหนักได้ดีกว่า แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์”เอาจริง” ที่ไปเจองานแข่งระดับเวิลด์กันเลย ซึ่งมีปีศาจพลังม้าอย่างนี้อยู่กันถึง 200 ตน เวลาเจอเนิน เวลาเร่งความเร็วเอาเป็นเอาตาย จะเอาให้หลุด พวกเขาจะขี่กันที่เฟส 5 เร่งกันที่ เฟส 6 และแช่กันยาวๆที่เฟส 4 มาเจอฮอลลีวูดกันแบบนี้ หัวลากแช่พลังม้าที่ 560 วัตต์ หักลบการทุ่นแรงของกลุ่มปั่นขนาดใหญ่ลงมาเหลือราวๆ 4450 วัตต์ ไปตกที่ช่วงระบบพลังงานเฟส 5 ของความหวังนักปั่นไทยเรา … ก็มา… คำนวนกันนะครับว่า จะจบลงอย่างไร

 

นี่ล่ะครับ เรื่องราวที่นำมาเทียบให้เห็นภาพว่าความต่างนั้น ทำไมมันจึงมากมายมหาศาล เพราะอะไรที่เหมือนๆจะปั่นกันได้ จะไปกันได้แต่สุดท้ายก็พังอยู่ดี  ถ้าบอลยังมีดิวิชั่น มวยยังมีชั้นให้เปรียบ คาราเต้มีสายให้บ่งยอก จักรยาน ที่ไม่มีอะไรบ่งบอกนั้น ก็มีความต่างที่เรียกว่าสุดจะจินตนาการได้เลย เพราะโดยลึกๆแล้ว นี่คือกีฬาที่ใช้กายภาพเป็นอย่างมาก ใช้ความสามารถของระบบการทำงานของร่างกายมาเป็นปัจจัยที่สูงกว่าทักษะหรือเกมส์การแข่งขันแบบกีฬาชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ การฝึกซ้อม พัฒนานักกีฬาจึงสร้างความสามารถระดับสุดยอดออกมาได้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือเพียงหนึ่งในปัจจัยตุ๊กตาเท่านั้นนะครับ โลกของความเป็นจริง มันมีเรื่องอื่นๆที่ทำให้สามารถ”ขี่กันไปได้” และ ในการแข่งขันเองก็มีปัจจัยอื่นๆที่บ่งบอกว่าใครจะเป็น”ผู้ชนะ” ไม่ใช่เรื่องของระบบร่างกาย เรื่องของกำลัง เรื่องของแรง อย่างเดียวเท่านั้น เพราะในยุโรป นักปั่นสมัครเล่นมากมาย มีเครื่องยนต์ที่ซีซีสุงกว่าโปรเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไม่สามารถแข่งขันได้อย่างโปร เรื่องนี้ ลงกันอีกเยอะ ว่ากันอีกยาวครับ

July 30, 2020 cyclinghub 0 Comment