เอาล่ะครับ ตูร์ฯ ก็ได้จบลงไปแล้ว ผู้ชนะก็ได้กันมาแล้ว ความลุ้น เสียว ซ่าน ก็หมดลงไปเรียบร้อย แต่วันนี้มาดูค่าสถิติที่ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ปีนี้ทำเอาไว้กันสักหน่อย จากข้อมูลที่ฝ่ายไอทีของการแข่งขันแทร็คมาากนักกีฬาทุกคน ได้ค่าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ความเร็วสุงสุด 101.5 กม./ชม.

ความเร็วนี้ได้มาจากความเร็วของหัวลากกลุ่มเปโลตองดิ่งลงเขามาในเสตจที่ 18 ขณะอยู่บนทางลาดลง 7 เปอร์เซ็นต์ เป็นของนักปั่นจากทีมคาทุช่า-อัลเปซีน และเป็นคนแรกที่ทำลายกำแพง 100 กม./ชม. ในปีนี้ ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะลงเขามาด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน

 

ความเร็วเฉลี่ยผู้ชนะ 40.58 กม./ชม.

ถ้าคุณคิดว่าการจะชนะตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ต้องขี่เร็วเท่าใหร่ในระยะทางกว่า 3,000 กม.ตลอด 23 วัน 21 เสตจที่จบลงไป อีแกน เบอร์นาล ทำความเร็วเฉลี่ย 40.58 กม./ชม. ตั้งแต่วันแรกจนถึงเส้นชัยที่ปารีส บนถนน ฌอม เอลิเซ่ ทั้งทางราบและขึ้นเขาสุงชันบนเทือกเขาแอลป์ และ พีเรนีสหักลบกันแล้ว

 

คนสุดท้ายขี่เร็วเฉลี่ย 38.47 กม./ชม.

และถ้าคุณสงสัยว่า คนที่ช้าที่สุดที่จบ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้นั้นขี่เร็วเท่าไหร่ ค่ำตอบก็คือ หลังจากผ่านไปสามพันกว่ากิโลเมตร นักปั่นคนสุดท้ายที่เข้าเส้นชัยได้เวลารวมเป็นอันดับสุดท้ายของการแข่งขันนั้นทำความเร็วเฉลี่ยช้ากว่าผู้ชนะอยู่ 2.11 กม./ชม. เท่านั้น

 

ความเร็วเฉลี่ยในการไต่เขาคือ 20.6 กม./ชม.

อีแกน เบอร์นาล คว้าเสื้อเหลืองได้จากฟอร์มการไต่เขาสุดยอดของเขานี่เอง และเขาทำความเร็วเฉลี่ยบนการไต่เขาสำคัญที่ทำให้เขาคว้าแชมป์จากเวลารวมที่ตีตื้นและขึ้นนำมาได้ที่ 20.6 กม./ชม. บนเขาระดับสูงนั้นหมายถึงระยะทางรวมกว่า 50 กม. ที่ความชันเฉลี่ยราว 8-9 เปอร์เซ็นต์

 

ผู้ชนะเสตจมีทั้งหมด 15 คน

คาเล็บ ยวน ชนะไปได้ 3 เสตจจากการสปรินท์ ในขณะที่ ไซมอน เยตส์ ชนะไปได้ 2 เสตจจากการไต่เขา นอกจากนั้นยังมีนักปั่นอื่นๆอีก 13 คนสามารถคว้าเสตจต่างๆไปครองได้ สลับเวียนเปลี่ยนหน้ากันไปตามแต่ละวัน สารพัดทีม และสัญชาติ

 

ผู้ชนะเวลารวมไม่ชนะเลยสักเสตจ

แน่นอนว่าปีนี้เกมส์การแข่งขันสุดยอดเด็ดเผ็ดมันส์มากๆ โดยเฉพาะในช่วงท้ายที่เราได้เห็นนักปั่นคนสำคัญต่างก็คว้าเสตจไปครองมาได้ทั้ง ไซมอน เยตส์, วินเชนโซ นิบาลี, ไนโร ควินทาน่า และ ทีโบต์ ปีโน่ต์ ทว่า อีแกน เบอร์นาล ผู้ชนะเวลารวมของการแข่งขัน ไม่ได้ชนะเลยแม้แต่เสตจเดียว

 

มีคนได้สัมผัสกบัเสื้อเหลืองทั้งหมด 4 คน

ตลอดเวลาการแข่งขัน ผู้นำเวลารวมจะได้สิทธิสวมเสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์ และมีทั้งหมด 4 คนที่ได้สิทธินี้ โดยคนที่สวมได้นานที่สุดคือ จูเลียน อลาฟิลิปป์ ที่ใส่เสื้อนี้รวมกันนานถึง 14 วัน (กว่าครึ่งของการแข่งขัน) ก่อนจะถูก อีแกน เบอร์นาล กระชากไปใส่จนจบหลังจบเสตจที่ 18 (3 วัน) ด้าน กิวลิโอ ซิคโคเน สามารถทำเวลารวมนำจนได้ใส่เสื้อเหลืองอยู่ 2 วัน และ ไมค์ ทิวนิสเซน ผู้ชนะในวันแรก ได้ครองเสื้อเหลืองอยู่ 2 วันเช่นกัน

 

คนที่ไม่จบการแข่งขัน 19 คน

จากจำนวนนักปั่นทั้งหมด 174 คนมีคนสามารถจบการแข่งขันได้ 155 คน โดย 19 คนที่ออกจากการแข่งขันไปนั้นมจากทั้งอาการบาดเจ็บ อุบัติเหตุ และการปั่นไม่ทันเวลาตัดตัวในเสตจที่โหดสุดๆ โดย ทีโบต์ ปีโน่ต์ เป็นคนสุดท้ายที่ออกจากการแข่งขันต้นเสตจที่ 19 ทั้งน้ำตา หลังจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเข่าซ้ายหลังจบเสตจที่ 18

 

 

July 31, 2019 cyclinghub 0 Comment