คุณเคยเห็นภาพจักรยานสวยๆตามสื่อตามเว็บหรือไม่ครับ มันช่างเย้ายวนใจ เรียบหรูดูสะอาดตา สิ่งที่คล้ายกันคือ จักรยานเหล่านั้น ไม่มีขากระติกใส่อยู่

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้มีกระแสความคิดว่า จักรยานจะสวยหรูดูโปรต้องไม่มีขากระติก ไม่ใส่ขากระติก และเชื่อว่า รถจะซิ่งต้องไม่มีกระติกมาเกะกะกระแสลม ซึ่งผมได้มีโอกาสได้ยินมา เล่นเอาตกใจถึงกับอึ้งไปเลย และต้องนำมาเป็นบทความเชิงสาระในวันนี้

 

ก่อนอื่นต้องแก้ข่าวในฐานะสื่อด้วยกันเองก่อนนะครับ สื่อสากลที่ผมได้พบเจอและทำงานร่วมกันมาในการทดสอบรถในต่างประเทศ ไม่ได้ถ่ายรูปจักรยานแบบไม่มีขากระติกนะครับ เพราะ พวกเรา(สื่อ) ทำกันคือ พวกเราจะได้รับรถตามไซส์ที่พวกเราขอไว้ รถเกือบทุกคันจะมาพร้อมขากระติก (ในบางงานระบุเลยว่าให้นำขากระติกมาเอง) และพวกเราจะได้รับกระติกแจกฟรีกันงานละอันสองอัน (ตอนนี้มีเต็มบ้านเลย) เพื่อใช้ออกปั่นทดสอบกันเป็นกลุ่มๆ และทำการถ่ายภาพหลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจเรียบร้อย ดังนั้น หากทา่นลองดูสื่อรีวิวดัๆ จะพบว่ารถที่นำมาถ่าย จะมีขากระติกติดอยู่แทบทั้งนั้น

ส่วนภาพที่ไม่มีขากระติก ส่วนใหญ่คือ การได้รับภาพจากผู้ผลิตเพื่อนำมาลงในสื่อ ภาพเหล่านั้นถ่ายมาจากรถที่ประกอบเสร็จจากโรงงาน สวยๆ จัดแสงเต็มที่ ยังไม่เคยใช้งานจริงจัง แน่นอนว่า มันไม่ได้ถูกขี่ทดสอบมาก่อน จึงไม่มีขากระติกติดอยู่

 

อีกมุมหนึ่ง บรรดารถของโปรนักแข่งระดับโลก เวลานำมาชั่งน้ำหนัก หรือเผยแพร่ออกสื่อ ขากระติก จัดเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนยึดติดตายของรถ และชั่งน้ำหนักรถรวมกันทั้งคันแบบนั้นเลย ดังนั้น เมื่อนำมาออกสื่อ จึงมีขากระติกติดอยู่แทบทั้งสิ้น

 

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องนี้เอง ที่ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่ง มองว่า จักรยานที่สวยต้องไม่มีขากระติก และขากระติกทำให้รถดูไม่ซิ่งสมราคา อ๊ะช้าก่อนครับ เคยรู้กันหรือไม่ว่า กระติกนั้น คือชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้จักรยานแอโร่ฯกว่าเดิมด้วยซ้ำ เรื่องนี้เรารู้กันมาตั้งแต่สมัยเฟรมแอโร่ฯยังไม่มาด้วยซ้ำ มีการทดสอบแล้วว่า กระติก(หรือขาด) ที่ใส่อยู่ ช่วยให้กระแสอากาศไหลต่อเนื่องจากท่อนล่างไปยังท่อนั่งได้ดีมากขึ้น การศึกษาพบว่าเฟรมบางแบบ มีกระติกที่ท่อล่างจะแอโร่ฯกว่า และเฟรมบางแบบ มีกระติกที่ท่อนั่งจะแอโร่ฯกว่า หาข้อสรุปไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือ เฟรมทุกชนิด จะแอโร่ฯน้อยลงทันทีเมื่อเอากระติกออก!!

 

ทีนี้ ใครที่”เชื่อ” ว่ารถสวย รถซิ่งต้องไม่มีขากระติก ต้องไม่พกกระติก ท่าจะต้องลองทบทวนแล้วล่ะครับ

มีนักปั่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ ออกรถและเครื่องทรงมาหมาดๆ ก็มีสหายใจดีแนะนำให้มาปั่นประเดิมรถ “เอ็งไม่ต้องใส่ขากระติกหรอก รถไม่สวย ปั่นแค่ 23 กม. ไม่ต้องดื่มน้ำหรอก” และแล้วก็ยื่นไมตรีว่า “เดี๋ยวแบ่งน้ำกันกินก็ได้ ไม่ต้องห่วง” ฟังดูแล้ว อารีแห่งนักปั่นเบ่งบานเต็มถนน ทุ่งลาเวนเดอร์งดงามสะพรั่งตา แต่ดราม่ามันตามมาหลังจากนั้นไม่นาน

เพราะเพื่อนตัวดี บอกให้ปั่นตามมาเลยๆ เดี๋ยวบังลมให้ ผ่านไปไม่กี่กิโลเมตร มันหายจ๋อยไปจากสายตา ทิ้งไว้เพียงตัวข้าและความวังเวง เอาละสิ รอบตัวตอนนี้เหลือเพียงเราและลทมล้วนๆ ความเร็วมือใหม่ที่ไม่เกิน 20 กม./ชม. คิดกลมๆก็ต้องใช้เวลาเกินชั่วโมงกว่าจะปั่นจบ หนังชีวิตชัดๆ

 

ตามคำแนะนำสากล แนะนำว่า การปั่นจักรยาน เราควรเติมน้ำทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไปจากการทำงานของระบบพลังงาน และกระบวนการลดความร้อนของร่างกายอย่างน้อยๆ 500-750 มล. ต่อชั่วโมง แม้ว่าท่านจะไม่รู็สึกกระหายน้ำหรือเหงื่อท่วมตัว หนังสือพ็อคเก็ตบุคตำราการปั่นยุคเก่าแก่ก็ได้สอนเอาไว้ว่า การปั่นจักรยานคุณไม่รู้สึกร้อนหรือตัวชุ่มเหงื่อเพราะกระแสลมที่พัดผ่ารนให้เหงื่อระเหยออกไป ไม่ใช่ว่าคุณไม่เสียเหงื่อ

 

ดังนั้น หากปั่นจักรยานไปหนึ่งชัวโมง ก็ควรมีน้ำจิบระหว่างทางราวหนึ่งขวดเป็นอย่างน้อย และหากปั่นนานกว่านั้น ก็ควรมีทั้งน้ำและเกลือแร่ที่เข้ามาชดเชยเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียออกไป ป้องกันแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุลย์อันส่งผลต่อระบบการทำงานต่างๆที่จำเป็นระหว่างการปั่นเป็นอย่างยิ่ง

ตัวบ่งชี้ง่ายๆคือ หลังปั่น ควรสามารถปัสสาวะออกมาได้อย่างปกติ ปริมาณตามปกติและมีความใสตามปกติ ใครที่ปั่นจบแล้ว เป็นพ่อถึก แม่ทน แจ๋วเจ๋งเป้ง แต่ฉี่น้อยเป็นยาคูลท์ แถมสีเข้มน้องๆเบียร์เน่า รับรองเลยว่า ร่างกายคุณต้องไม่ชอบแน่นอน

เรารมาปั่นจักรยานเพื่อสนุกและสุขภาพนะครับ อย่าลืมจุดนี้ การห่วงหล่อ ห่วงซิ่งจนสังขารไม่สมประดี ไม่น่าใช่หนทางของสุขที่ยั่งยืน

March 12, 2019 cyclinghub 0 Comment