จากจุดกำเนิดของเครื่องมือการฝึกซ้อมที่ต้องการวัดความเข้มข้นของการปั่นระดับสูงที่ออกแบบมาให้นักกีฬาอาชีพใช้ฝึกซ้อม ราคาหลักแสนบาทในห้องปฏิบัติการ จนถึงการพัฒนาเพื่อนำมาติดตั้งบนจักรยานได้เมื่อราว 20 ปีก่อน ซึ่งก็ยังคงมีราคาสุงลิ่วหลักแสนอยู่เช่นเดิม และเริ่มกลายเป็นอุปกรณ์ที่นักกีฬาอาชีพและโค้ช”้องใช้” ในเวลาต่อมา ตลอดเวลาของยุคเปลี่ยนผ่านและพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เดินห้นาไม่หยุดยั้ง จากโปรนักปั่นกลุ่มแรกๆ สู่เรื่องปกติ ของวงการโปร แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการพาวเวอร์มิเตอร์ตลอดเวลรา แต่ในวินาทีนี้ เรียกได้ว่า โปรเกือบทั้งหมดต้องการวัตต์เพื่อฝึกซ้อมพัฒนาและติดตามผลกับโค้ชคู่ใจ และนี่เองคือยุคที่จากขจุดเริ่มต้นสู่การแพร่หลาย อุปกรณ์ชิ้นนี้ นอกจากเป็นสิ่งที่นักปั่นอาชีพต้องการ ยังคงเป็นสิ่งที่นักปั่นต่างๆก็ถวิลหาด้วยกันทั้งนั้น ติดก็เพียงราคาค่าตัวที่สุงกว่าจักรยานหลายๆคันอยู่ แม้ว่าเวลาที่ผ่านเลยไป 20 ปี ทำให้อุปกรณ์ชนิดนี้ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างมากมาย และมีการแข่งขันด้านการตลาดที่มากขึ้น จนราคาของมันจับต้องได้มากยิ่งขึ้น จากหลักแสน เหลือเพียงไม่กี่หมื่นบาท เราก็สามารถมีพาวเวอร์มิเตอร์ในระดับมาตรฐานสากลที่โปรใช้มาครอบครองได้

 

และแล้วมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเพียงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อประเทศผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของดลกที่เป็นแหล่งผลิตของไฮเท็คทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ จนถึงแก็ดเจ็ทต่างๆ ที่เริ่มเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิต เข้าสู่การเป็นผู้พัฒนาสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง จากจุดแรกเริ่มที่เป็นเพียงทางเลือกตอบสนองตลาดขนาดใหญ่ในราคาเบาๆ ก้าวขึ้นมสู่ระดับสินค้าพรีเมี่ยม ที่ใส่เทคโนโลยีล้ำหน้าแซงอดีตผุ้ว่าจ้างกันด้วยซ้ำ คุณลองนึกถึงแบรนด์สมาร์ทโฟนสิครับ ในเวลานี้ ไอโฟน ซัมซุง ที่เป็นเจ้าเทคโนโลยี ก้าวแซงหน้าไนเกีย โมโตโรลลา ที่เกิดมาก่อนไปได้ กำลังถูกคุกคามจาก หัวเหว่ย เสียวมี่ และกำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ เมื่ออาร์ทแวร์ไม่ใช่จุดสำคัญที่แข่งขันกัน ในขั้นการผลิตและซอฟท์แวร์ พวกเขาในฐานะผู้ผลิตก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆที่เป็นต้นทางกำเนิดอุปกรณ์เหล่านี้เลย เฉกเช่นเดียวกันกับพาวเวอร์มิเตอร์ ซึ่งอนัที่จริงก็เป็นอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ที่ถูกพัฒนาต้นทางมาจากเยอรมันและสหรัฐอเมริกา เมื่อแหล่งผลิตสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และวิธีการพัฒนาอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ในขณะที่ยี่ห้อหลักๆกำลังแขข่งกันนำเสนอจุดเด่นด้วยการใส่ลูกเล่นต่างๆเข้าไป รวมถึงการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่สามารถทำให้พาวเวอร์มิเตอร์นำค่าแรงบิดมาคิดเป็นตัวเลขที่ช่วยพัฒนาการปั่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็มาถึงเวลาที่ แหล่งผลิตต่างก็จะพากันพัฒนาวัตต์ แบรนด์ทางเลือกของพวกเขาออกมาแล้ว

 

ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือไต้หวัน ในที่สุด ณ เวลานี้ เราสามารถเห็นได้ในตลาดว่า เริ่มมีวัตต์ราคาต่ำกว่าหมื่นบาทให้เลือกจับจองได้แล้ว และแน่นอนว่า กำแพงแรกของผู้บริโภค นักปั่นต่างๆก็คือ”ความเชื่อมั่นไ ที่ยังคงไม่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์เหล่านี้ แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาสำหรับอุปกรณ์วัดค่าที่ต้องมีความ”เสถียร” และความ “มั่นคง” พอที่จะทำให้เราเชื่อมั่นได้ ซึ่งเส้นทางนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งวงการรถยนต์ จนถึงสมาร์ทโฟนนั่นเอง จนในที่สุด สมาร์ทโฟน กลายเป็น ด่านแรกของการเข้าตีตลาดการค้าจากประเทศจีนที่น่าตกใจกับความสามารถของพวกเขา ซึ่งแข่งขันและแซงหน้าแบรนด์ใหญ่ที่มาก่อน เติบโตได้อ่ยางรวดเร็ว ซึ่งเราก็คาดได้เลยว่านี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวัตต์ทางเลือกเหล่านี้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาสามารถขายได้ในปริมาณที่คุ้มค่า พวกเขาก็จะเริ่มทำการตลาดในระดับโลกในไม่ช้า

 

ถ้าจะบอกว่าอีกไม่กี่ปีในอนาคตเราอาจได้เห็นโปรทีมใช้สินค้าทำนองนี้จากประเทศจีน คุณอาจจะยังไม่เชืื่อในการคาดเดาของผม แต่ย้อนกลับไปสิบปี ถ้าผมบอกว่า จะมีสมาร์ทโฟนจากจีน แซงหน้าไอโฟนขึ้นมาครองส่วนแบ่งในตลาด หรือกระทบไหล่ชนกับกูเกิลได้อย่างสุสี คุณก็คงจะไ่มเชื่อเช่นกัน เอาล่ะครับ เรามาลองมองดูกันต่อไป ในเวลานี้ วัตต์ต่ำหมื่น ราคาหลักพันได้ออกมาแล้ว จากนี้ไปรอให้พวกเขาได้พิสูจน์ตนเอง เวลาและการใช้งานจะกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาทำได้หรือไม่ ทำได้ดีขนาดไหน ก้าวต่อจากนั้น จะเป็นเวลาที่อุปกรณ์เหล่านี้ กลายเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับทุกๆคนได้ในที่สุด

October 29, 2019 cyclinghub 0 Comment