ผ่านไปหนึ่งปีเรียบร้อยแล้ว กับการทำความรู้จักกับหมวก ABUS AIRBREAKER (อาบุส แอร์เบรคเกอร์) หมวกเสือหมอบรุ่นท็อป สายใช้งานรอบด้านจากเยอรมันแบรนด์นี้ เริ่มจากการสร้างอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ที่ทำมาตั้งแต่กุญแจล็อคคุณภาพสูง ไปจนระบบล็อคนิรภัยโรงแรมหรูในตะวันออกกลาง ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขาก็เข้ามาในตลาดจักรยานอย่างเต็มตัวโดยเริ่มจากล็อคจักรยานธรรมดาๆ จนขยับมาทำหมวกกันน็อคในที่สุด และสุดท้าย เมื่อเป้าหมายของความเป็นผู้หลงใหลในความสมบูรณ์แบบชาวเยอรมัน ทำให้ ABUS ขยับขึ้นมาทำหมวกจักรยานระดับท็อปเพื่อการแข่งขัน โดยเริ่มต้นมาจากหมวกทรงแอโรไดนามิคส์ที่ลือลั่นว่าเป็นหมวกที่เร็วสุดๆ และถอดแบบออกมาเป็น AIRBREAKER ใบนี้

เป้าหมายสำคัญของ AIRBREAKER คือ การทำหมวกที่มีความสามารถรอบด้าน ด้วยการถูกเรียกร้องโดยโปรทีม”โมวีสตาร์ อยากได้หมวกที่มีน้ำหนักเบาและขึ้นเขาได้เย็นสบายเพื่อใช้ในการแข่งช่วงฤดูร้อน (ในสเปนช่วงหน้าร้อน ก็ร้อนไม่แพ้บ้านเรา และนักปั่นเหล่านี้ต้องไปแข่งในตะวันออกกลางกันด้วย) ดังนั้นทีมออกแบบของ ABUS จึงจับเอารูปร่างดั้งเดิมของรุ่นพี่ มาปรับใหม่ แต่มันไม่ใช่การเจาะรูเฉยๆ เพราะมันคือการออกแบบระบบช่องทางเดินอากาศภายในอย่างละเอียด ตลอดจน มุมองศาของการรับลมทางด้านหน้าและด้านข้างที่ลงดีเทลขนาดว่าไม่ได้เจาะรูกันตรงๆ ดื้อๆ มีการเอียงให้ลมเข้าได้ เมื่อเวลาหัวของเราอยู่ในท่าปั่นเสือหมอบ และมีพื้นที่ว่างในหมวกมากจึงทำให้ให้อากาศไหลออกไปด้านหลังได้เร็วยิ่งขึ้น เป็นหลักสำคัญที่ทำให้หมวก AIRBREAKER ระบายอากาศได้ยอดเยี่ยม

 

นอกจากนี้ยังใส่เอา Multispeed Grid หรือตาข่ายแข็งที่ช่วงกลางหมวก ทำหน้าที่ควบคุมความเร็วของอากาศที่ไหลผ่านไปได้ดีขึ้น อากาศที่เข้าไปไหลออกทางด้านหลังได้ง่ายขึ้น และอากาศที่ไหลผ่านหมวกทางด้านนอกก็ไหลชิดกับหมวกได้ดีขึ้น ที่สำคัญ การออกแบบนี้ ทาง ABUS แสดงให้เห็นฟีเจอร์เด่นว่า เมื่อเราราดน้ำลงไปบนหมวก น้ำจะติดอยู่กับรูของตาข่ายนี้ และช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึง มากับน้ำหนัก 230 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของหมวกเบาได้อย่างสบาย

ผ่านการเกริ่นสรรพคุณกันมาอย่างยาวนะครับเกี่ยวกับหมวกรุ่นนี้ ต่อมาก็มาดูกันว่าผ่านไป 1 ปี สรรพคุณดังกล่าวนั้น สำแดงเดชออกมาได้สมดังอ้างอย่างไรในความเห็นของพวกเรา ต้องบอกไว้ก่อนว่า โดยรวมแล้ว นี่เป็นหมวกที่ยอดเยี่ยมเกินพอสำหรับการใช้งานเป็นหมวกหลักๆ เลย อันดับแรกที่สุดขอยกให้เรื่องของน้ำหนักที่จัดว่าเบา แน่นอนครับว่านี่ไม่ใช่หมวกที่เบาที่สุดที่เราเคยได้ลอง มีหมวกบางยี่ห้อที่เป็นหมวกแอโร่ฯ แต่ทำได้เบากว่านี้ (198 กรัม) ที่เคยทดสอบมาเรียบร้อยแล้ว และมีหมวกเสือหมอบที่เบากว่านี้ผ่านหัวเรามามากกว่า 5 รุ่น แต่… ความต่างของน้ำหนัก 198-230 กรัม (ต่างกัน 32 กรัม) ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกถึงความลำบากลำบนของชีวิตการปั่นได้ มันแตกต่างกับการใส่หมวกหนักเกือบสามขีด ที่แม้จะเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย แต่ ก็จะเริ่มรู้สึกว่าหมวกมีน้ำหนักอยู่บนหัวได้อย่างง่ายๆ ดังนั้น เรื่องความเบานั้น ถ้ามีป้ายให้ยกสามผ่าน ก็ขอยกทั้งสามป้ายให้ได้เลยครับ

เรื่องต่อมาคือเรื่องความเย็น เพราะเรื่องความแอโร่ฯ เราคงไม่สามารถทดสอบให้เห็นได้นอกจากไปเช่าอุโมงค์ลมแล้วเอาเข้าไปทดสอบให้ดู (อ่านกันสัก 500,000 คนคงพอจะมีงบไปทำครับ) แต่เรื่องความเย็นนั้น ต้องบอกว่า ฟันกันได้ไม่ยากเลย เอาง่ายๆ ครับ แค่ขี่มาด้วยกันนี่แหละ ถอดหมวกสลับกันไปสลับกันมาตอนขี่ เวียนใส่ตามทิศทางลมต่างๆไปเรื่อยๆ เชื่อมั้ยครับว่า เพียงสลับหมวกเท่านั้น ความรู้สึกถึงลมที่ผ่านหัวไปก็แตกต่างกันได้ทันที สำหรับ AIRBREAKER เป็นหมวกที่ลมเข้าได้ดีมากจากทิศทางเฉียงข้าง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหมวกหลายๆ รุ่น แต่รุ่นนี้จัดการข้อนี้ได้อยู่หมัด เพราะช่องลมช่วงข้างเฉียงมาด้านหน้า ทำรูให้รับกับลมเฉียงๆได้ดี ส่วนลมทางด้านหน้านั้น เข้าได้ดีโดยรวม แต่จะดีมากๆ ถ้าอยู่ในท่าปั่นที่ก้มหัวลงนิดหน่อย (ท่าขี่เสือหมอบแบบดุดันหน่อย) น่าจะเป็นเพราะการออกแบบมุ่งเน้นไปที่นักปั่นระดับโปรทีม ดังนั้น ถ้าคุณนั่งตัวตรงบนจักรยาน นี่คือหมวกเบสิคธรรมดาๆ ครับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ก้มลงจับดร็อป หรือทำท่ามุดลมไป ก็จะรู้สึกได้ว่าลมไหลเข้ามาได้

ในทางกลับกัน เมื่อลมไหลเข้า มีหมวกเสือหมอบบางรุ่น (ส่วนใหญ่เป็นหมวกรุ่นเก่าๆ ราว 10 ปีก่อน) ที่รู้สึก”ต้านลม” เมื่อเราเจอลมสวนแรงๆ เพราะหมวกรับลมและต้านลมไปในตัว แต่สำหรับ AIRBREAKER ซึ่งไปถอดเอารูปทรงรวมๆมาจากหมวกแอโร่ฯ นั้นทำให้อากาศไหลผ่านไปภายในหมวกได้เร็ว ลดการต้านลมได้โดยที่ไม่ต้องปิดให้ทึบ เมื่ออากาศไหลเข้าและผ่านออกไปด้านหลังได้โดยง่าย ก็เกิดแรงฉุด (drag) ที่ด้านหลังน้อยลง หมวกจึงไม่มีอาการตื้อกับลมแรงๆ แถมท้ายหมวกสั้นจุ๊ด เมื่อเราก้มปั่นสวนลม เมื่อก้มหัวลงมาก็ไม่รู้สึกว่าหมวกรับลมตีเข้าไม่ว่าจะก้มลง หันซ้าย หันขวา หมวกก็ยังคงไม่ต้านลมมากเกินไปจนรู้สึกฉุดรั้งไว้

เมื่อผ่านข้อดีที่เราประทับใจกันไปแล้ว ต่อไปก็มาเจอข้อด้อยที่ฝากไว้ให้สังเกตกันนะครับ อันดับแรกเป็นสิ่งที่คาใจที่สุดคือ ที่สายรัดหมวกทางด้านข้าง ไม่มีตัวปรับสายใต้ใบหูมาให้ ทำให้เราไม่สามารถปรับสายหมวกให้พอดีเป๊ะกับรูปหน้าได้ ข้อนี้ไม่ได้ส่งผลกับความกระชับครับ แต่จะเป็นความรำคาญเบาๆ โชคดีมากที่สายรัดหมวกรุ่นนี้ ออกแบบมาให้ไม่กระพือเวลาโดนลมตีสาย ดังนั้นต่อให้สายไม่แนบชิดกับหัวสมบูรณ์แบบ ก็ไม่ได้กระพือพั่บๆๆ อยู่ข้างหู และตัวปรับรัดที่ท้ายทอยปรับได้ดีมาก จึงไม่ได้ทำให้สายที่เลื่อนปรับได้น้อยกลายเป็นเรื่องระดับชาติ ถ้าจะให้ดี ก็เปลี่ยนจากคลิปมาตรฐานเป็นแบบแม่เหล็กก็จะยิ่งสะดวกมากขึ้น ซึ่งเราก็เดาออกว่า นักออกแบบเลือกใช้คลิปปกติเพื่อให้หมวกมีน้ำหนักเบานั่นเอง (ถ้าเป็นแบบแม่เหล็ก อาจจะหนักขึ้นจนน้ำหนักหมวกทะลุ 250 กรัม และแข่งกับคู่แข่งได้ไม่ง่าย)

เรื่องของความ”ฟิต” เป็นอีกข้อที่ทำให้ AIRBREAKER ไม่ได้เหมาะกับทุกๆ คน เพราะหมวกออกแบบมาให้รับทรงหัวของฝรั่งเสียมากกว่าเอเชีย ดังนั้นหลายๆ คนเมื่อลองสวมเข้าไปแล้วจะมีจุดกดให้รู้สึกรำคาญไปจนถึงเจ็บได้ ข้อนี้ทาง ABUS อธิบายว่า หมวกสามารถปรับให้เหมาะได้ด้วยการเอามือบีบๆ บี้ๆ โฟมในหมวกให้เหมาะได้เลย ตรงไหนกด ก็บี้ๆตรงนั้นลงไป ไม่ส่งผลกับความแข็งแรงเพราะหมวกปลอดภัยด้วยโครงสร้างภายในที่กระจายแรงกระแทก ไม่ใช่โฟมรับแรงกระแทก อย่างไรก็ตาม การต้องมาบดบี้ขยี้โฟมนั้น เราก็ขอมองว่าเป็นจุดอ่อนอีกข้อที่ทางที่ดี หมวกไฮเอ็นด์ระดับนี้ น่าจะมีการออกแบบให้เข้ากับหัวได้อย่างครอบคลุมมากกว่า แต่ก็นั่นแหละครับ การออกแบบช่องเดินลมภายในน่าจะเป็นอีกตัวที่บังคับให้นักออกแบบเจอข้อจำกัด ไม่สามารถ”ปั้นแต่ง” ให้ทรงหมวกภายในรับทรงหัวคนทั้งโลกได้ง่ายนักก็อาจเป็นได้ หรือในทางกลับกัน หากเอาค่าเฉลี่ยหัวคนทั้งโลกมาตั้ง ก็อาจต้องจัดการช่องทางเดินลมภายในให้วุ่นยกใหญ่บานปลายรื้อแบบกันในที่สุด

ข้อสุดท้ายที่บาดใจเราก็คือ…สีสันครับ ข้อนี้ไม่ใช่จะว่าสีสันไม่สวยนะครับ เพราะหมวก AIRBREAKER มีสีโดนๆออกมาเยอะมาก แต่สำหรับสีที่เราเลือกมาคือสีขาวพื้นฐาน ผ่านมา 1 ปี ความขาวได้ลดลงไป กลายเป็นความ”เหลือง” อย่างช้ำใจ ขนาดว่ามีการล้างน้ำกันอยู่เป็นระยะๆ แล้วก็ตาม  ถ้าเอาหมวกมาวางคู่กับของที่ขาวจริงๆ ก็จะพบว่าหมวกใบนี้ ปรับตัวเองไปเป็นอีกสีไปเสียแล้ว โดยเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่ช่วง 6 เดือน (เพราะช่วงนั้นเราได้หมวกมาทดสอบอีกใบซึ่งเป็นสีขาว พอวางเทียบกันก็สังเกตได้ว่าหมวกทั้งสองใบมีความขาวต่างกัน) ข้อนี้ถ้าคุณเลือกสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีอื่นๆ ของ AIRBREAKER ก็คงไม่พบปัญหาครับ เพราะต่อให้สีเปลี่ยนก็สังเกตได้ยาก แต่สำหรับหมวก”ขาว” มันเป็นความเก่าที่ไม่เก๋าที่มาได้ง่ายเสียเหลือเกิน ดังนั้นผมแนะนำเลยครับว่าใครสนใจหมวกรุ่นนี้ ให้จับสีเมทัลลิกมาเลยครับ แจ่มนานแน่นอน ส่วนใครได้สีขาวมาแล้วก็ล้างบ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ ถือว่าเราได้เตือนคุณแล้ววว

สุดท้าย ขอยกให้ AIRBREAKER เป็นหมวกที่ดีมากใบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้โหลในท้องตลาด และมีรูปลักษณ์ที่สวยอย่างมีเอกลักษณ์ ไม่อวกาศ ไม่เรียบ ไม่เฉี่ยว แต่ก็ไม่จืดชืด และสรรพคุณโดยรวมนั้นถือว่าทำได้รอบตัว อาจไม่เบาที่สุด ไม่เย็นที่สุด ไม่แอโร่ฯ ที่สุด แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่ามีหมวกรุ่นไหนที่ใส่สรรพคุณรอบด้านระดับนี้มาในใบเดียวอีก ข้อเสียก็เป็นจุดอ่อนปลีกย่อยที่หากปรับปรุงได้ในโอกาสต่อไป เชื่อว่า ABUS จะเป็นแบรนด์หมวกที่หลายคนต้องนึกถึงอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ก็ขอแซวเบาๆ ก่อนลาว่า การออกแบบและวิศวกรรมเยอรมันก็แบบนี้ล่ะครับ ใส่ใจและบรรจงออกแบบมาซะสุดติ่งในทุกกระเบียดนิ้ว แต่มักลืมอะไรง่ายๆ ปากคอกเรื่องเล็กๆ ที่ถ้าไม่ติดเรื่องจุกจิกมาสักนิด ก็คงไม่เรียกว่า “เสน่ห์” ของมาตรฐานเยอรมัน แซะกันเบาๆ นะครับ อย่าคิดมาก เพราะนี่คือสิ่งที่พบจริงจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนานหนึ่งปี

ขอขอบคุณ Champion Cycle สำหรับการสนับสนุนหมวก ABUS AIRBREAKER มา ณ โอกาสนี้

Tag :: ABUShelmet
July 7, 2020 cyclinghub 0 Comment