ในที่สุดสเป็คอย่างเป็นทางการก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว หลังจากที่ Specialized ปล่อยภาพหลุดกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปี และเปิดโฉมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 28 กรกฏาคม (เมื่อวานนี้) เป็นกำหนดเปิดตัวรอบพรีเมียร์สำหรับสื่อมวลชน ซึ่งได้ทำการเปิดเผยสเป็คที่หลายๆคนสงสัย รวมถึงการออกแบบเชิงลึกที่อธิบายว่า เพราะอะไร SL7 จึงเป็นจักรยานที่ทำให้ Specialized กล้าบอกได้ว่า พวกเขาผลิตจักรยานที่ครบเครื่องที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา กับคำว่า “ออลราวด์” เพราะตั้งแต่กำเนิดจักรยานแอโร่ฯ ขึ้นมา โดยมี Specialzied Venge โฉมแรกของพวกเขาเองเป็นหนึ่งในตัวจุดระเบิดให้ตลาดต้องพลิก บรรดานักออกแบบก็พยายามที่จะสร้างจักรยานเสือหมอบที่แอโรไดนามิคส์ ที่ทำน้ำหนักและสมรรถนะในการขี่ใกล้เคียงเสือหมอบออลราวด์ดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด แต่มันยากจนยังไม่มีเสือหมอบแอโร่ฯ คันไหนทำได้สมบูรณ์แบบ แต่ในทางกลับกัน แนวคิดอีกแบบก็คือ การสร้างเสือหมอบออลราวด์ที่มีความแอโรไดนามิคส์ในตัวล่ะ กลายเป็นหนทางที่สามารถเปิดจินตนาการของนักออกแบบได้มากกว่า โดยพวกเขาเริ่มมาจาก SL6 ก่อน เป็นก้าวแรก และศึกษาหาจุดที่สามารถพัฒนาต่อได้ ซึ่งนั่นคือผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น SL7 นั่นเอง

ด้านน้ำหนักของเฟรม Specialized ได้เปิดเผยว่านี่คือเสือหมอบที่สร้างมาเพื่อการแข่งขันบนภูเขาสูงชัน ดังนั้น เขาจะไม่ยอมเพิ่มน้ำหนักให้กับจักรยานเพียงเพราะต้องการคำว่า”แอโร่” เข้ามา หากทำเช่นนั้น ก็จะเข้ารอยเดิมที่อยู่ในแนวทางของการพัฒนา Venge แต่แรก ดังนั้น โจทย์ของพวกเขาจึงมุ่งไปที่การรีดน้ำหนักในทุกๆ ส่วน ไม่ใช่เพียงเฉพาะเฟรมเท่านั้น ซึ่งในที่สุด รถสำเร็จทั้งคัน ประกอบกับ Shimano Dura Ace Di2 Disc Brake (R9170) ไซส์ 56 มีน้ำหนักทั้งคันอยู่ที่ 6.7 กก. เท่านั้น  ฟังไม่ผิดนะครับ  สเป็คเฟรมเซ็ทนี้ หากนำไปประกอบ Sram Red และไซส์ประมาณ 49 รับรองได้ว่า มีน้ำหนัก 6.5 กก. อย่างแน่นอน ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของการสร้างเสือหมอบแข่งขันอย่างแท้จริง ที่เบาในระดับเสือหมอบออลราวด์ ดิสค์เบรค แต่ใส่ความเด็ดของปี 2021 มาอย่างเต็มที่

น้ำหนักเฟรมไซส์ 56 ของตัวท็อป S-Works SL7 อยู่ที่ 800 กรัม รวมงานสีและอุปกรณ์เดินสาย ส่วนตัวรองท็อปที่ปกติมากับรหัส Pro หรือ Expert นั้น ก็จัดมาในน้ำหนักเฟรมที่ 920 กรัมเท่านั้น นั่นก็แปลว่า แม้แต่เฟรม SL7 ตัวรอง ก็มีน้ำหนักตัวมันเองไม่ได้ด้อยไปกว่าเฟรมออลราวด์รุ่นท็อปเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาเกิน 50 กรัมเลย แต่ก็มาพร้อมกับรูปร่างที่แอโร่ฯ กว่าอย่างแน่นอน ที่สำคัญ สนนราคาของมันถูกจัดอยู่ในระดับคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาที่สุดเช่นกัน

มาคุยกันเรื่องความแอโร่ฯ ของเฟรมกันบ้าง ด้วยระบบทั้งหมดที่ออกแบบใหม่ ทั้งค็อกพิทด้านหน้าที่ซ่อนสายอย่างสมบูรณ์แบบ หลักอานและท่อนั่งใหม่ รวมถึงรูปทรงท่อที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมนานที่สุดที่จักรยานเคยทำการพัฒนามาตั้งแต่การกำเนิดของ Venge เมื่อทศวรรษก่อน ทำให้ SL7 สามารถประหยัดแรง ลดแรง drag ของอากาศที่เฟรมคำนวนแล้วเท่ากับเวลา 45 วินาที ที่ระยะทาง 40 กม. บนความเร็ว 40 กม./ชม. เปรียบเทียบเห็นภาพกันง่ายๆ ครับว่า ถ้าขี่ SL6 คุณจะไปถึงช้ากว่าตัวเองที่ขี่ SL7 เกือบๆ 1 นาที บนระยะทางเพียง 40 กม. ถ้าเป็นระยะทาง 100 กม. ก็เท่ากับไปถึงช้ากว่าถึง 2 นาทีกว่าๆ เลยทีเดียว นั่นหมายถึง เวลาที่แตกต่างกันเป็นนาที สำหรับความเร็วของนักปั่นสมัครเล่นบนระยะทาง 100 กม. เช่นกัน

ที่สำคัญที่สุด ต้องอย่าลืมนะครับว่า SL6 นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาให้ “เร็วกว่า” หรือ มีความแอโร่ฯ มากกว่า Venge ในเวอร์ชั่นแรกสุด ที่ยังคงแอโร่ฯ กว่าเสือหมอบออลราวด์หลายๆ ค่ายในเวลานี้ แต่เจ้า SL7 นี้ออกมา “ทุบ” เอาความแอโร่ฯ นั้นทิ้งไปเกือบๆ นาทีแบบนี้ เท่ากับ Specialized SL7 มีความแอโร่ฯ ชนิดที่ เสือหมอบแอโร่ฯ ในเจเนอเรชั่นแรกๆ ทาบไม่ติดเลย นอกจากปัจจัยการออกแบบที่ตัวเฟรมที่กล่าวมา อีกหัวใจสำคัญหนึ่งที่ทีมงานพัฒนาได้สร้างความได้เปรียบนี้คือ ตะเกียบหน้าใหม่ ซึ่งสร้างแรง drag ได้น้อยกว่าเดิม แถมเฟรมนี้ยังถูกออกแบบมาให้รองรับหน้ายางกว้างถึง 32 มม.

คาดว่านี่คืออีกจุดเปลี่ยนของการพัฒนาจักรยานอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อจักรยานเสือหมอบ ดิสค์เบรค สามารถพังกำแพงของความสมบูรณ์แบบไปได้แล้ว พร้อมนำเสนอความ”แอโร่” ในระดับที่สูงลิ่วมาด้วย จากความมั่นใจว่า SL6 คือรถที่โปรหลายๆ คนเลือกใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีเตอร์ ซากาน ตัดสินใจขี่ SL6 มากที่สุดด้วยความได้เปรียบทั้งเรื่องน้ำหนักและความแอโร่ฯ เพราะในการสปรินท์ที่ความเร็วสูงๆ นั้น แม้ว่าความแอโร่ฯ จะเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่น้ำหนักที่เบาหมายถึงอัตราเร่งตีนต้นที่ขาดกว่ารถหนักๆ ที่พุ่งทะยานออกไปช้า แม้ว่าจะมีความเร็วสูงสุดได้ง่ายกว่า แต่ถ้าไม่สามารถเปิดระยะห่างออกมาได้ ก็เสียเปรียบคู่แข่งอยู่ดี ส่วนบนภูเขานั้น แน่นอนว่า น้ำหนักถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ในทางกลับกัน ความแอโร่ฯ ของเฟรมหมายถึง ความได้เปรียบและประหยัดแรงในทางลงเขา เพราะการแข่งหรือปั่นจักรยานนั้น มีเพียงไม่กี่รายการเท่านั้นที่จะจบบนยอดเขาชันมากๆ ที่สำคัญที่สุด พวกเขาค้นพบว่า ที่ความชันระดับ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ความแอโร่ฯ ของเฟรมก็ยังส่งผลให้ประหยัดแรงได้ดีขึ้นอยู่ด้วย

ทั้งหมดทำให้ทีมพัฒนา SL7 มั่นใจว่า พวกเขาสามารถสร้างและรีดให้เกิดเสือหมอบคันเดียว ที่ครองความเหนือได้ทั้งบนเขาและทางราบออกมาได้อย่างแน่นอน และน่าจะเป็นจักรยานที่โปรนักปั่นต้องชื่นชอบ ซึ่งก็แน่นอนว่า นักปั่นทั่วโลก จะได้รับความคุ้มค่ากว่า เพราะคุณสามารถมีจักรยานคันเดียว ที่ขี่แล้วได้เปรียบในทุกสถานการณ์ในครอบครอง ไม่มีความจำเป็นต้องมีเสือหมอบ 2-3 คันเอาไว้เลือกปั่นตามเส้นทางที่จะไปอีกแล้ว

ในด้านของมิติรถและรายละเอียดปลีกย่อย SL7 ได้ทำการปรับองศาของจักรยานใหม่ โดยใช้มิติของ Venge รุ่นล่าสุดที่วิจัยมาพบว่าให้ความสมบูรณ์ได้มากกว่า เข้ากับสมรรถนะของรถที่พัฒนาและให้การตอบสนองที่ดีกว่า ที่สำคัญ Stack ที่ลดลง และ Reach ที่ยาวขึ้น เป็นองศาที่ทำให้เหมาะกับการขี่อย่างดุดันแบบโปรอย่างเต็มที่

จุดสนใจที่ต้องมองอีกส่วนคือ การใช้กะโหลกเกลียวอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า สามารถออกแบบเฟรมให้รองรับการส่งกำลังที่ดียิ่งกว่าเดิมได้ รวมถึง มีอายุการใช้งาน การดูแลรักษาที่สะดวกและง่ายกว่า (หลังจากที่พากันใช้กะโหลกแบบอัดมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปหาความเหมือนที่แตกต่างจากของเดิมอีกแล้วครับ)  และแน่นอนอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มันรองรับยางหน้ากว้างถึง 32 มม. เพื่อตอกย้ำว่า คุณสามารถใช้ยางที่ใหญ่ขึ้นกับ SL7 ทำให้มันเป็นเสือหมอบที่ขี่ได้ในทุกๆ รูปแบบจริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้สบายแบบ Roubaix แต่หน้ายางที่ใหญ่ขึ้นก็เท่ากับการเติมลมที่น้อยลง และลดแรงสะเทือนจากถนน ก่อให้เกิดการขับขี่ที่ดียิ่งกว่าเดิมได้ด้วย และน่าจะเป็นการออกแบบที่มองไปยังอนาคตข้างหน้า 3-4 ปี ที่ยางหน้ากว้างแบบทิวป์เลส กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการแข่งเสือหมอบ

 

 

 

July 29, 2020 cyclinghub 0 Comment