ในสำนักสื่อจักรยานทั่วโลกที่มีการให้รางวัล ให้คะแนน “จักรยานแห่งปี” จะต้องมีชื่อของ Giant TCR ติดอยู่ในรายชื่อไม่ช่วงไหนก็ช่วงหนึ่งของประเภทรางวัล โดยเฉพาะยอ่างยิ่งเมื่อมีการจัดแยกกลุ่มตามประเภทราคา นับเป็นเวลาติดต่อกันหลายปีในทศวรรษที่ผ่านมา ที่ TCR Advanced  สามารถติด 1 ใน 3 พร้อมครองความเป็นแชมป์ได้มากกว่า 5 ปีจากหลากหลายสถาบัน ในกลุ่มราคาไม่เกิน 1500 ยูโรนั้น เรียกได้ว่า ยากที่จะมีแบรนด์ไหนมากิน TCR Advanced ลงได้เลย แต่วันนี้เราไม่ได้มาพูดถึงรางวัลกันครับ เราจะพาไปดูสรรพคุณสำคัญของมัน ที่ทำให้จักรยานในซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ตลอดจน ในโฉมล่าสุดเปิดตัวมาหมาดๆไม่นานนี้ ก็น่าจะเป็นว่าที่หนึ่งในตัวเต็งรางวัลจักรยานในเรนจ์นี้ของปี 2020-21 จากหลายสำนักข่าวอีกเช่นกัน

อะไร คือหัวใจ?

อันดับแรกที่สุด ต้องยกมาตั้งแต่ TCR รุ่นแรก ไปจนถึงรุ่นปัจจุบันและยกเอารุ่นพี่ตัวท็อป TCR Advanced SL มาเป็นตัวเทียบเคียง พวกเขาออกแบบ TCR มาให้เป็นเสือหมอบที่”ครับ” เครื่องตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีการแยกประเภทของเสือหมอบแล้ว ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของการออกแบบคือการใส่อาสมรรถนะของจักรยานที่ดีเอาไว้ และทำแบบนี้มายาวนานเกือบ 20 ปี ซึ่งก็ทำให้สอดคล้องกับเทร็นด์ในช่วงเวลาหลังๆมานี้ ทำให้ในตัว TCR 2020 นี้เองที่เราจะได้เห็นสรรพคุณของความเบา มากับความสติฟฟ์ ผสมกับความสบายของการให้ตัวได้ที่ช่วงหลัง และแน่นอนว่า ไม่ทิ้งเรื่องของ”แอโร่”  เป็นที่รู้กันดีว่า TCR ไม่ใช่รถที่เบาที่สุด แต่ก็ไม่เคยห่างหายไปจากตาราง Top 5 ในแต่ละยุค อีกเช่นกัน ที่นี่ไม่ใช่จักรยานที่สติฟฟ์ที่สุด แต่ก็ไม่เคยหลุดหายไปจาก Top 5 อีกเช่นเคย สุดท้ายสิ่งที่ชัดเจนคือ ความสบายของเฟรมที่มาในอันดับต้นๆอีกเช่นกัน

ในโฉมใหม่นี้เองที่ TCR พัฒนาเรื่องแอโร่ฯขึ้นจากเวอร์ชั่นเดิม แม้ว่าความแอโร่ฯนี้ไม่ได้ถูกนำมาตีแผ่เป็นตัวเลขมหัศจรรย์ แต่การทดสอบในอุโมงค์ลมก็พบว่า นี่คืออัตราของความได้เปรียบที่เทียบเคียงได้น้องๆเสือหมอบแอโร่ฯในยุคแรกๆเลยทีเดียว และติดอันดับต้อนๆของเสือหมอบออลราวด์ในเวลานี้ แม้ว่าจะไม่เร็วที่สุดก็ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้ ย้ำรวมกันว่า เป้าหมายสำคัญที่ Giant วางเอาไว้ คือ “สมดุลย์” ที่ยอดเยี่ยมของจักรยานระดับท็อปนั่นเอง

มิติของรถก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เฟรมนี้ถูกอกถูกใจสื่อต่างๆ เพราะการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และรักษาความโดดเด่นเอาไว้ พัฒนาต่อเนื่องในรายละเอียดทำให้เฟรม TCR เป็นเฟรมที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการส่งกำลังจากเรา นี่ไม่ใช่เรื่องของความสติฟฟ์เฉพาะจุดเท่านั้น แต่มันคือ โครงสร้างของเฟรมที่เหมาะสมในแต่ละไซส์ด้วย ที่สำคัญ การออกแบบที่เน้นความบึกบึนในจุดสำคัญ ผสมกับความเพรียวบางในส่วนที่ช่วยให้แรงสะเทือนของรถสลายไปได้ ก็ทำให้เฟรมที่ตอบสนองได้ดีเยี่ยมนี้ ขี่สบายจนต้องแปลกใจ

ท้ายที่สุดซึ่งจะไม่พูดก็ไม่ได้คือ การควบคุมรถที่ทำได้ดีมากเช่นกัน จากท่อคอ และการออกแบบระยะฐานล้อ ผสมกับองศาของท่อต่างๆ ทำให้ TCR เป็นเฟรมที่ว่องไว ปราดเปรียว แต่ก็ลงเขาด้วยความเร็วสูงมากๆได้โดยไม่มีอาการส่ายหรือสั่นไปมา และเทเข้าโค้งด้วยควาแรง แรงเหวี่ยงจากศูนย์กลาง ก็ไม่สามารถทำให้เฟรมมีการบิดตัวจนเกิดปัญหาในการควบคุมรถได้เช่นกัน ผลนี้ได้มาจากความสติฟฟ์ที่ท่อคอและตะเกียบหน้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในทุกๆซีรีส์ของ TCR  ปัจจัยรวมทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยที่เสริมกันทำให้ TCR เวอร์ชั่นนี้เป็น TCR ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยออกมาในตลาด และแน่นอนว่าสร้างมาตรฐานใหม่ของสมรรถนะที่น่าจะอยู่ในระดับ Top 5 ต่อเนื่องยาวนานได้อีก 3-5 ปีเลยทีเดียว

ด้านสีและการออกแบบซึ่งก็เป็นอีกอย่างที่เราต้องพูดถึงทันทีเมื่อได้เห็นของจริง ปีนี้ดูเหมือนว่า Giant 0ะกลับไปหาความเรียบง่ายอีกครั้ง ด้วยจังหวะของลวดลายที่ไม่มากจนเกินไป เน้นความขรึม ดุดัน กว่าในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ งานเฟรมเงา ทำได้หรูหรากว่าราคาเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญ จุดต่างๆของเฟรมที่เห็นรายละเอียดงานคาร์บอน ทำได้เนี๊ยบราวกับนี้คือเฟรมราคาเป็นแสนๆเลยทีเดียว ข้อนี้ต้องยอมครับ ว่าหากไม่ใช่ giant คงยากที่จะทำได้

ต้องอธิบายกันอีกว่า ทำไม Giant จึงทำอะไรที่ฟังดู”เกินจริง”เช่นนนีี้ออกมาได้

ปัจจัยสำคัญคือการเป็น”ต้นน้ำ”ของการพัฒนาและการผลิตนั่นเองครับ มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นในโลกนี้ ที่จะเป็นเจ้าของโรงงานการผลิต ที่ผลิตวัตถุดิบเองตั้งแต่ชั้นคาร์บอน แถมพัฒนา วิจัยเฟรมของตนเองสำเร็จเสร็จสิ้นในวงจรเดียวเท่านั้น ทั้งหมดนี้ ทำให้พวกเขามีต้นทุนในการทำงานที่ลดลงกว่าคู่แข่งได้มาก แถมยังมียอดขายจักรยานเป็นอันดับต้นๆของโลกต่อเนื่องหลายปี จนได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 แบรนด์จักรยานผู้มีอิทธิพลต่อวงการอุตสาหกรรมนี้ ทั้งๆที่มาจากประเทศแถบเอเชียเท่านั้น และข้อมูลที่เราได้จากการเข้าพูดคุยกับวิศวกรของ Giant โดยตรงคือ การฝึกฝีมือแรงงานผู้ผลิตคาร์บอน กับการลงทุนเครื่องจักรที่ล้ำหน้าให้ทันสมัยมากๆในแต่ละปีนั้น ถือเป็นการลงทุนที่ใช้งบประมาณมาก โรงงานโดยส่วนใหญ่ จะงทุนสิ่งต่างๆเหล่านี้แล้วใช้เวลาผลิตงานต่างๆเพื่อรอเวลาคุ้มคืนทุน แต่ที่โรงงานของพวกเขา ในแต่ละปี ผลิตจักรยานของตนเอง(ที่ขายได้จำนวนอันดับต้นๆของโลก) และแบรนด์อื่นๆที่มาเป็นลูกค้า ซึ่งมาพร้อมวิศวกรรมล้ำยุคอย่างเสมอ ทำให้พวกเขาสามารถลงทุนพัฒนาระบบการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยนำมาหารเป็นต้นทุนต่อชิ้น ถูกกว่าคู่แข่ง และพวกเขาก็นำส่วนต่างนี้ ไปใส่ในงบในการวิจัยและพัฒนาการออกแบบเฟรมของพวกเขาได้เต็มที่นั่นเอง

ถ้าคุณได้พบกับนักออกแบบ หรือวิศวกรจักรยานมากๆ จะได้ยินประโยคนี้จากปากพวกเขามากกว่า 5 จาก 10 คน

“พวกเราไม่ใช่ Giant ที่สามารถผลิตจักรยานมากๆได้ เราไม่แข่งกแบบนั้น แต่เราจะพัฒนาจุดเด่นของจักยานของเรา ที่ถูกใจตลาด”

มันแปลว่า ในมุมมองของคนในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ พวกเขามองเห็น”จุดแข็ง”ของ Giant ในด้านนี้อย่างชัดเจน และหาทางต่อสู้แข่งขันในจุดที่พวกเขาสามารถนำเสนอทางเลือกกับเราๆได้นั่นเอง

วันนี้ผมได้มีโอกาสดูรายละเอียดของ Giant TCR Advanced 2 ตัวล่าสุดอย่างชุดๆ คอนเซ็ปท์หลักของเรนจ์นี้คือ การถอดเอารูปทรงของ TCR Advanced SL ISP ออกมาปรับรูปแบบหลักอานใช้เ)็นแบบปกติแทนที่หลักอานกระโดงแบบตัด เนื้อของวัสดุถูกปรับลดเกรดลงมา ให้มีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น แต่ยังมีความสติฟฟ์ที่สามารถใช้งานแข่งขันได้ ต้องใช้วัสดุมากกว่ารุ่นบนนิดหน่อยจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นพี่ ส่วนเรื่องความสบายและความแอโร่ฯนั้น เรียกว่า แตกต่างกันในหลักทศนิยมเลยทีเดียว จุดต่างจากรุ่นบนที่ชัดเจนคือ ซางตะเีกยบเป็นอลูมินั่ม แทนที่แบบคาร์บอนในตัว Advanced Pro และ Advanced SL ISP

ในรายละเอียดที่เราได้รับมาด้านวิศวกรรมนั้น ยังระบุอีกว่า ในตัวเฟรม Advanced SL ปีล่าสุดพัฒนาความต่างขึ้นมาจากตัวรองอย่าง Advanced เฉยๆในเรื่องของการผลิตอีกด้วย เพราะ ชิ้นคาร์บอนแต่ละแผ่น รุ่นบนถูกตัดด้วยเลเซอร์ ทำให้มีความเนี๊ยบในการวางชั้นงานที่ทำได้ง่ายกว่า ที่สำคัญ กระบวนการผลิตวางเรียงตำแหน่งของแผ่นเส้นใยคาร์บอนที่มีจำนวนมากกว่า 550 แผ่นในหนึ่งเฟรมนั้น ทำโดยหุ่นยนต์ และมนุษย์ทำหน้าที่ควบคุม เพื่อความแม่นยำสูงที่สุด อันจะส่งผลให้พวกเขาใช้วัสดุที่น้อยลงแต่ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนแน่นอนว่ารุ่นรอง อย่าง Advanced ก็ยังผลิตด้วยระบบปกติ แต่ก็มีต้นทุนที่ลดลงมาจนทำราคาได้อย่างที่เราเห็นกัน (เดี๋ยวเฉลยตอนจบ)  หัวใจของสมรรถนะที่สูงขึ้นคือการถอดเอาดีไซน์ในรายละเอียดของรุ่นพี่ลงมานั่นเอง ซึ่งก็แน่นอนครับว่า การวิจัยนั้นเป็นต้นทุนที่แพงมหาศาล การลดขั้นตอนนี้ไปได้ ก็คือ ราคาที่หายไปกว่าครึ่งนั่นเอง

รถคอมพลีทคันนี้มาในรูปแบบของเสือหมอบริมเบรคปกติ (มีแบบดิสค์เบรคให้เลือกได้) สายทั้งหมดไม่ได้ซ่อนภายใน ซึ่งข้อนี้เป็นอีกจุดที่ TCR ในปี 2020 ยังคงแตกต่างจากคู่แข่งที่ซ่อนสายทั้งหมดไปแล้วหลายแบรนด์ พวกเขาเลือกที่จะไม่ซ่อนสายในตัวริมเบรค และซ่อนสายทั้งหมดในรุ่นท็อปเท่านั้น ดังนั้น Advanced 2 ตัวนี้ก็เดินสายภายนอกแบบจักรยานที่ผ่านๆมานั่นแหละครับ ข้อเสียก็อาจจะไม่หล่อเหลาได้ใจแบบรถยุคใหม่ แต่ข้อดีแน่นอนคือ การดูแลที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยากเลย

TCR Advanced 2 มากับชุดขับเคลื่อน Shimano 105 ครบชุด อุปกรณ์อื่นๆเป็นแบรนด์ รnhouse ของ Giant เกือบทั้งหมด จับชั่งน้ำหนักทั้งคัน ไม่รวมบันไดและขากระติกได้ที่ 8.0 กิโลกรัม นับว่าเป็นพิกัดที่กำลังดีและคุ้มค่าราคาค่าตัว เต็มที่ 64,900 บ. ซึ่งน่าจะสามารถหาส่วนลดขายกันในระดับราคา …. ไปถามแต่ละร้านกันเอาเองนะครับ ว่าตกลงขายเท่าไหร่ เราไม่ใช่ร้าน เราไม่สามารถบอกได้ครับว่าจะขายเท่าไหร่ แต่บอกได้แค่ว่า เรทการลดราคาโดยทั่วไปก็อยู่ที่ 5% สำหรับร้านขนาดใหญ่ และอาจไปถึง 15% ในร้านที่ใจถึง หรือพบมากที่สุดก็ราวๆ 10% แล้วให้ของแถมแทนนั่นล่ะครับ

สิ่งที่เราชอบจากการได้ชมตัวเป็นๆเป็นครั้งแรกนี้ นอกจากจุดเด่นที่ร่ายมาอย่างยาวแล้ว ก็คงขอยกให้งานสีสันและการฟินิชชิ่ง และความคุ้มค่าในราคาที่จ่ายไปคือตัวชูโรงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่ยังต้องรอการพิสูจน์ตัวเองก็คือ สเป็คของล้อที่มักจะ(ขัดใจ” เมื่อนำไปทดสอบมาเสมอๆในทุกๆเจเนอเรชั่นของ TCR Advanced เพราะที่ผ่านๆมานั้น ทุกอย่างดีหมดยกเว้นล้อที่มาแบบไม่เข้าพวก ใน TCR โฉมก่อนหน้านี้ เพียงแค่เราจับไปใส่ล้อระดับราคา 7,000-10,000 บาท ก็ทำให้รถทั้งคันเปลี่ยนไปราวกับเกิดใหม่ ดังนั้น เราจึงสงสัยว่าสำหรับ TCR Advanced 2 ปี 2020 ล้อจะกลายเป็นสิ่งแรกที่โดนเราลองเปลี่ยนอีกหรือไม่

ถ้าใครสนใจรีวิวการขี่จริงๆ ก็รอติดตามนะครับ เราจะหาตัวทดสอบมาทดลองให้นักเขียนของเรารับไปทดสอบแบบเต็มๆทั้งการใช้อย่างดุดันแบบนักแข่ง การใช้ออกกำลังกายแบบปกติ รวมถึง การใช้งานทั่วไปของมัตรรักนักปั่นสายไลฟ์สไตล์

Tag :: Giant
May 28, 2020 cyclinghub 0 Comment