เรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ อัลเบอร์โต คอนทาดอร์ ชายผู้เป็นตำนานของวงการจักรยานในช่วงยุค 2010s กำลังจะเลิกปั่นอาชีพ และเขามองหาอนาคตสำหรับตัวเขาเอง ในเวลานั้น อีวาน บาสโซ นักปั่นรุ่นพี่ชาวอิตาเลียน ได้ให้คำแนะนำเขาว่า “เราลองมาร่วมกันทำแบรนด์จักรยานกันเถอะ” นั่นคือก้าวแรกที่กำเนิด “ออรั่ม” (Aurum) ในภายหลัง ซึ่งข้อแม้ของ อัลเบอร์โต คอนทาดอร์ คือ การสร้างจักรยานที่เขาชอยจริงๆ ไม่ใช่การไปเลือกเอาจักรยานที่มีการผลิตออกมาแล้วจากโรงงานผู้ผลิต จากนั้นนำมาตีแบรนด์ใส่ชื่อเขาลงไป ดังเช่น เส้นทางของโปรที่มักออกจักรยานของตัวเองมาขายกันอย่างง่ายดาย

“ผมชอบเรื่องราวของ เออร์เนสโต โคลนาโก ที่เราได้เห็นจักรยานของเขาชนะใน TDF ปีนี้” อัลเบอร์โต ให้สัมภาษณ์เอาไว้ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บอกเล่าความฝันของเขาว่า เขาวางเป้าหมายให้ ออรั่ม ของเขาเอาชนะการแข่งจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ ซึ่งทั้งเขาและบาสโซ เลือกเฟ้นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาจักรยานที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ (แต่ไม่เปิดเผยที่มา) มาเป็นผู้สรรค์สร้างจักรยานออกมาตามที่เขาทั้งสองต้องการ  ซึ่งโจทย์ของพวกเขาคือ นี่ต้องเป็นจักรยานที่สร้างมาเพื่อความต้องการของนักแข่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่จักรยานที่สร้างมาเพื่อประนีประนอมให้สามารถขายได้เยอะๆ

รุ่นแรก “แม็กม่า” (Magma) เป็นรุ่นที่สร้างมาเพื่อพร้อมสำหรับการแข่งของโปรในยุโรป เฟรมสามารถไต่เขาได้อย่างยอดเยี่ยม ตอบสนองได้รวดเร็ว มีการควบคุมที่ดีมาก ตามที่คอนทาดอร์ต้องการทุกอย่าง โดยเขาเป็นผู้ทดสอบรถต้นแบบทั้งหมดเองด้วยตัวเองจนออกมาเป็น โปรโตไทป์ล่าสุด ก่อนจะส่งไปทดสอบที่ทีมระดับดิวิชั่น 3 แบบเต็มฝุงบิน ใช้ระยะทางรวมในการทดสอบกว่า 500,000 กม. จากโปรทีมเพื่อรับฟังการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมจริงนำมาสร้างเป็นรุ่นนี้ในที่สุด

น้ำหนักเฟรมไซส์เล็กสุด ไม่ถึง 800 กรัม ถือเป็นพิกัดที่บ่งบอกว่านี่คือสเป็คของรถในยุคนี้จริงๆ ซึ่ง ออรั่ม แม็กม่า ประกอบสำเร็จ ในชุดเกียร์ไฟฟ้าและดิสค์เบรค ทำน้ำหนักไม่รวมบันได้ได้ที่ 6.74 กก.  กับสเป็คทั่วไป ล้อขอบสูง ยางงัด ซึ่งหากนำไปประกอบในสเป็คสำหรับแข่งขันจริงๆ เชื่อว่าสามารถทำรถน้ำหนักเบากว่า 6.5 กก. ได้ไม่ยากเลย แม้ว่าจะไม่ได้เบาที่สุดในมาตรฐานของวินาทีนี้ แต่เมื่อร่วมกับฟีเจอร์ด้านความแอโรไดนามิคส์ที่ใส่มาในท่อคอและท่อล่าง ซึ่งพวกเขาเห็นว่า มันสมเหตุสมผลที่สุดที่จะใส่ความแอโร่ฯเอาไว้ และปล่อยช่วงหลังให้เป็นแบบอนุรักษณ์นิยมเพื่อให้ได้จักรยานที่ขี่สบายที่สุดด้วย โดยด้านความแอโร่ฯนั้น อีวาน บาสโซ เป็นผู้เข้าไปทดสอบท่าขี่ต่างๆของเฟรมนี้บนจักรยานต้นแบบ ภายในอุโมงค์ลมที่เมืองมิลานด้วยตัวเอง ให้แน่ใจว่าเขาได้จักรยานที่พร้อมจะแข่งในทุกๆสภาพเส้นทาง

อย่างที่ได้เล่าไปแล้วครับ พวกเขาทำการสนับสนุนร่วมพัฒนาออรั่มกับทีมจักรยานดิวิชั่น 3 อย่างเต็มตัว โดยที่ทีมนี้กำลังจะขึ้นมาในดิวิชั่นที่สองในปีหน้า และอาจจะได้มีสิทธิ์รับเชิญเข้าสู่รายการใหญ่ๆอีกด้วย ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นออรั่ม อยู่ในเวทีระดับแกรนด์ทัวร์ก็เป็นไปได้ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า พวกเขาออกแบบพัฒนาทั้งหมดมาในมาตรฐานมิติที่ uci บังคับเอาไว้ และกำลังทำการพัฒนารถไทม์ไทรอัลเพื่อให้ทีมได้มีอาวุธนำไปแข่งในรายการทัวร์ต่างๆอีกด้วย

ซึ่งก็แน่นอนครับว่า องศาของแม็กม่า เน้นไปทางดุดัน สมใจโปรที่ชอบขี่รถที่มุดสุดๆ ตอบสนองว่องไวจัดๆเป็นหลัก คุณจะได้รถที่ก้มมุดลม และช่วงเอื้อมยาว ดุดันสมใจสไตล์รถแข่งอย่างแน่นอน

ออรั่ม ทำการขายตรงสู่ผู้ขี่โดยตรง และมองหาพันธมิตรร้านจักรยานที่มีเคมีตรงกันเป็นผู้จัดจำหน่ายในแต่ละพื้นที่ของโลกนี้ (บ้านเราก็น่าจะเป็นโมเดลนี้ครับ) เปิดตัวราคาเฟรมเซ็ทมาที่ 4,099 ยูโร (ประมาณ 205,000 บาท) รถคอมพลีทมีให้เลือกสามแบบได้แก่ ชุด Sram Red AXS + Zipp ครบชุด, ชุด Shimano Dura Ace Di2 + ENVE และ Lightweight  ก็ไม่น่าแปลกใจนะครับว่า ชื่อแบรนด์ที่แปลว่า “ทอง” จะจัดเต็มมาด้วยราคาแบบนี้

Tag :: Aurum
September 30, 2020 cyclinghub 0 Comment