ย้อนกลับไป 2011 เป็นปีที่ คาเดล อีแวนส์ ชนะรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ด้วยรถ BMC Teammachine SLR01 หนึ่งในจักรยานที่โลกจารึกว่าเป็นสุดยอดแห่งวิศวกรรมจักรยานที่เคยมีออกมา และในที่สุด BMC ก็พร้อมแล้วที่จะส่งเอา BMC SLR01 โฉฒปี 2021 ที่พังทลายกำแพงของดีไซน์เดิมก้าวไปสู่อีกพรมแดนของการออกแบบจักรยานที่มาครบเครื่องทั้งน้ำหนัก ความแอโรไดนามิคส์ และการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม ถึงขนาดที่พวกเขาลงทุนสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อนพัฒนาดีไซน์ใหม่โดยเฉพาะ ผลที่ได้ทำให้สามารถสร้างจัรกยานที่แอโร่ฯกว่าเดิมพร้อมความสติฟฟ์ที่มากยิ่งกว่าเดิม แต่มีน้ำหนักที่ลดลงออกมาได้นั่นเอง

การออกแบบโดยรวมยังคงใช้รูปโฉมโดยรวมใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อเดินเข้าไปมองในระยะ 5 เมตร คุณะได็เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาจัดการออกแบบรูปทรงท่อใหม่เกือบทั้งหมด พร้อมด้วยชุดค็อกพิทที่เรียบสนิท และเมื่อมองใกล้ยิ่งกว่านั้นจะพบว่า เสือหมอบคันนี้ บึกบึนยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะที่กะโหลก พร้อมด้วยขากระติกแบบซ่อนซึ่งส่งต่อมาจากการออกแบบ TMR01 และเพิ่มความคล่องตัวในการปรับเซ็ทรถด้วยการขยายการรองรับหน้ายางกว้างถึง 30 มม.  ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความสบาย พร้อมกับลดแรงเสียดทานการหมุนที่ล้อได้อย่างมาก นี่น่าจะเป็นอีกสัญลักษณ์ที่พิสูจน์ว่า ในอนาคต วงการจักรยานเสือหมอบยังคงมุ่งหน้าไปที่ทิศทางของยางที่ใหญ่ยิ่งขึ้นอีก

อันดับแรกมาคุยกันเรื่องน้ำหนักของเฟรมกันหน่อย เพราะ SLR01 แม้จะไม่ใช่เสือหมอบที่ขึ้นชื่อว่าเบาสุดๆ แต่ก็จัดเป้นหนึ่งในเฟรมที่มีน้ำหนักเบาในอันดับต้นๆ ใน SLR01 ใหม่นี้ พวกเขารีดน้ำหนักลงไปได้อีก 9 เปอร์เซ็นต์ มันเยอะขนาดไหน? หลายๆคนคงตั้งคำถามกับตัวเลขนี้ ลองจินตนาการเล่นๆกันครับว่า หากเฟรมเซ็ทตุ๊กตาที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่น้ำหนักรวมตะเกียบและหลักอาน 1400 กรัม นั้นหมายถึงน้ำหนักที่หายไป 126 กรัม ซึ่งมันไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว เปรียบเทียบให้เห็นภาพกันอีกนิด หากเฟรมตัวท็อปมาในนั้นหนักทั้งเซ็ท 1400 กรัม เฟรมรุ่นรองก็จะมีน้ำหนักราวๆ 1550 กรัมโดยประมาณ นั้นเท่ากับว่า เทคโนโลยีใหม่ของพวกเขา สามารถทำให้เฟรมรุ่นรอง สามารถทำน้ำหนักได้ใกล้เคียงกับเฟรมรุ่นท็อปที่เคยมีมาได้ในทันที สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้สื่อทั่วโลกว้าว กับพัฒนาการที่เกิดขึ้น

น้ำหนักเฟรม ขนาด 54 พร้อมสีและชิ้นส่วนต่างๆ อยู่ที่ 820 กรัม (ดิสก์เบรค)  ตะเกียบหน้าที่เบากว่าเดิมครึ่งขีดมีน้ำหนัก 345 กรัม  รวมกับหลักอานที่ทำสีเสร็จแล้วมีน้ำหนัก 185 กรัม รวมกันแล้ว เฟรมเซ็นนี้มีน้ำหนักลดลงจากเดิมถึง  55 กรัม คิดเป็นน้ำหนักรวม 1,250 กรัม รวมขากระติก สี และชิ้นส่วนประกอบเฟรมต่างๆ ยิ่งถ้ารวมกับชุดค็อกพิทใหม่เข้าไปด้วย จะทำให้เฟรมนี้มาน้ำหนักอยู่ที่ราว 1,500 กรัมเท่านั้น นั่นทำให้แม้ว่าถ้านับเฉพาะเฟรมแล้ว SLR01 ไม่ใช่เฟรมที่เบาหวิวๆในท้องตลาด แต่กลับขึ้นทำเนียบเฟรมเซ็ทรวมขากระติกและชุดค็อกพิทที่เบาระดับท็อปได้เลย

มาดูในเรื่องของความสติฟฟ์ที่ช่วยให้เฟรมส่งกำลังได้ดีเยี่ยม ตอบสนองต่อแรงที่ส่งลงไปได้ดีนั้น SLR01 ใหม่นี้ เสริมการส่งกำลังที่สามเหลี่ยมด้านหลังมากกว่าเดิมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขุดนี้ ในฐานะของสื่อจักรยาน เรายังไม่เคยเห็นจักรยานคันไหนที่พัฒนาเรื่องความสติฟฟ์ในจุดส่งกำลังทีเดียวมากขนาดนี้มาก่อนเลย (มากที่สุดที่เคยเห็นคือ 18 เปอร์เซ็นต์) หลักๆมาจากช่วงกะโหลกใหม่ที่ทำออกมาบึกบึนกว่าเดิม มีหน้าสัมผัสกับแนวแรงที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ ยังรักษาท่อคอที่มีขนาดใหญ่ไว้เช่นเคย พวกเขาไม่รีดท่อคอให้เพรียวบางตามกระแสนิยม เพราะต้องการรักษาความสติฟฟ์ที่ช่วงหน้าของรถเอาไว้ ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนแบบใหม่ทำให้ได้ความสติฟฟ์ที่ด้านหน้าเพิ่มขึ้นมาอีก 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลดีมากในการควบคุมรถที่ความเร็วสูง ในทางกลับกันเฟรมสามารถลดแรงสะเทือนจากถนนด้วยการให้ตัวของท่อที่เกี่ยวข้องได้ดีกว่าเดิม 2 เปอร์เซ็น รวมกันทั้งเรื่องของน้ำหนักและความสติฟฟ์นี้ ได้มาจากเทคโนโลยีคาร์บอนแบบใหม่ของ ฺBMC ที่เรียกว่า ACE+ ซึ่งหมายถึงการใช้คาร์บอนที่เหมาะสมในแต่ละส่วนอย่างละเอียด ด้วยกระบวนการผลิตที่ควบคุมจนไม่เกิดจุดที่ทำให้เสียความแข็งแรง โดยใช้ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ใหม่ มาช่วยในการคำนวนทางวิศวกรรมนี้

เรื่องของแอโรไดนามิคส์เป็นส่วนสำคัญที่พลาดไม่ได้เลยหากจักรยานในยุคนี้จะต้องออกแบบมาให้เป็นสุดยอดเสือหมอบ ดังนั้น ด้วยการคำนวนรูปทรงอย่างละเอียดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาช่วยลดเวลาในการพัฒนาแบบของพวกเขา ร่วมกับการวางวัสดุที่ทำได้อย่างละเอียดมากขึ้น ทำให้ SLR01 จบลงที่ความแอโร่ฯกว่ารุ่นปกติ 6 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึง ความสามารถในการเซฟกำลังวัตต์ในการปั่นได้ตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 20 วัตต์ในสถานการณ์ต่างๆกันเลยทีเดียว คำนวนง่ายๆว่า ที่ระยะทาง 23.5 กม. คุณจะขี่ได้เร็วกว่าเดิมราว 5 วินาที ด้วย SLR01 นี้ ดังนั้น บนระยะทางยาวๆอย่าง 140 กม. นั่นคือเวลาครึ่งนาทีที่คุณได้มาเปล่าๆ อันส่งผลถึงผลการแข่งขันที่เปลี่ยนไปได้เลยทีเดียว จุดสำคัญที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดคือ ที่ขากระติกที่ติดตั้งมาในตัว ซึ่งได้มาจากแนวคิดของ TMR01 นอกจากที่พวกเขาจะติดตั้งมาโดยให้ตัวมันเองช่วยให้เฟรมแอโร่ฯขึ้นเมื่อมีกระติกแล้ว ยังถูกทดสอบให้อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้สะดวกที่สุดด้วย จากการทดสอบของหนึ่งในนักบินรบที่ BMC เลือกใช้ ฟาเบียง คันเชลลารา อีกจุดหนึ่งก็คือ ชุดค็อกพิททางด้านหน้าที่เรียบ สวยงาม โดดเด่น ช่วยให้เฟรมแอโร่ฯขึ้นจากการลดพื้นที่รับลม พร้อมทั้งยังทำน้ำหนักได้เบามากเมื่อเทียบกับแฮนด์และสเต็มในรูปแบบเดียวกันในตลาด ที่สำคัญ สามารถปรับทำการฟิตติ้งให้เหมาะกับคนได้ด้วยความคล่องตัวในการเซ็ทอัพที่หลากหลาย

SLR01 ใหม่นี้ ตัวรุ่นท็อปมากับเฟรมที่รองรับดิสก์เบรคเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีรุ่นรองๆลงมาที่ลดเกรดของคาร์บอนในหลายๆส่วนเพื่อทำราคาให้เหมาะสม โดยที่ยังคงสมรรถนะของรถเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ผลที่ได้คือความแอโร่ฯที่เท่าๆเดิม ความสบายที่แทบไม่ต่างกัน กับความสติฟฟ์ที่พอเพียงสำหรับคนทั่วๆไป ที่สำคัญ มากับน้ำหนักที่รวมๆแล้วมากกว่ารุ่นท็อปขีดกว่าๆเท่านั้น นั่นก็คือ น้ำหนักรวมๆแล้ว Teammachine SLR ตัวรองๆในโฉมนี้ มีน้ำหนักที่ไม่ได้มากไปกว่ารุ่นท็อปเก่าเกิน 60 กรัมเลย แต่มากับเขี้ยวเล็บด้านอื่นๆที่มากกว่าเดิม ที่สำคัญ ยังมีรุ่นที่รองรับเบรคแบบเดิมอยู่ในรถระดับกลางๆอีกด้วย

Tag :: AeroBMC
July 20, 2020 cyclinghub 0 Comment