ชัยชนะของทาเดจ์ โพกาชา นักปั่นหนุ่มน้อยวัย 22 ปีชาวสโลวาเนียบน V3Rs ถือเป็นครั้งแรก ที่จักรยาน Colnago สามารถเอาชนะ TDF ได้ตั้งแต่มีแบรนด์นี้ขึ้นมาในโลก ทั้งๆ ที่นี่คือแบรนด์จักรยานที่อยู่คู่กับวงการกีฬาจักรยานมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้จักมาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเสน่ห์ และคุณภาพที่เป็นที่เลื่องลือ ทำเอาหลายๆ คนแปลกใจว่า เพราะอะไร เรื่องราวจึงเป็นเช่นนี้

ตั้งแต่ เออร์เนสโต โคลนาโก ซึ่งปัจจุบันนี้อายุ 88 ปี ได้เริ่มทำจักรยานสำหรับนักแข่งมาเป็นเวลายาวนาน เขาก็ได้รับการยอมรับในฐานะของผู้สร้างเฟรมจักรยานที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของโลก แถมยังอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักจักรยานมากมายในยุโรปโดยเฉพาะในช่วงที่เฟรมเหล็กโครโมลียังเป็นวัสดุหลักของจักรยาน ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ในที่สุด ทีมโมลเตนี ได้ใช้งาน เออร์เนสโต โคลนาโก เป็นช่างเทคนิคของทีม ทำงานร่วมกับตำนานนักแข่งอย่าง เอ็ดดี เมิรคซ์ ช่วยให้ เมิรคซ์ คว้าแชมป์รายการต่างๆ มากมายตลอดช่วงเวลาของเขา ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึงแชมป์ TDF อีกด้วย แต่ทว่า… ในเวลานั้น  บนจักรยานที่ เมิรคซ์ขี่ ไม่ได้มีการขึ้นชื่อ “โคลนาโก” เอาไว้ แต่ใส่ชื่อยี่ห้อจักรยาน Eddy Merckx ทำให้ในวงกว้าง จักรยานของโคลนาโก ไม่เคยถูกขี่ไปบนถนน ฌอม เอลิเซ ในฐานะจักรยานสีเหลือง ของแชมป์เปียนมาก่อน

แต่ด้วยตำนานและผลงานของเมิรคซ์ รวมถึงนักปั่นอื่นๆ ที่ในช่วงนั้น ทุกคนรู้กันดีว่า แท้ที่จริงแล้ว ใครคือผู้สร้างจักรยานนั้น  ทำให้แบรนด์ Colnago ได้ถือกำเนิดขึ้นมา โดยมีความต้องการที่มากมายหลั่งไหลไปหาซื้อจักรยานที่ยอดเยี่ยมแบบเดียวกับที่ เมิรคซ์ ขี่ ซึ่งถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่แบรนด์ Colnago  ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อผลิตจักรยานออกจำหน่ายในวงกว้างมากขึ้น และขยับขยายกลายเป็นอุตสาหกรรม ที่พัฒนา ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายจักรยานสมรรถนะสูง พร้อมทั้งเริ่มต้นการสนับสนุนนักแข่งในเวลาต่อมา แม้ว่าในช่วงปลายยุค ’90s จะยังมีนักแข่งที่ใช้เฟรมของ Colnago แข่งอยู่ แต่ด้วยโครงสร้างพัฒนาการของวงการกีฬาจักรยานที่ปรับเปลี่ยนเป็นการสนับสนุนทีมจากแบรนด์จักรยาน ทำให้เฟรม Colnago หลายๆ ตัวที่ใช้แข่ง ถูกปิดทับด้วยสติ๊คเกอร์ยี่ห้ออื่นตามสปอนเซอร์ทีมแทน

การเข้าสนับสนุนทีมของแบรนด์ Colnago เป็นเรื่องใหม่สำหรับเออร์เนสโต โคลนาโก ในเวลานั้น แน่นอนว่าแม้จักรยานของเขาจะขายได้ดี และเป็นที่ยอมรับ แต่จำนวนการขายก็ไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับแบรนด์จักรยานใหญ่ๆ ที่เน้นผลิตแบบอุตสาหกรรม ประกอบกับ การเปลี่ยนของอุตสาหกรรมจากการผลิตในยุโรปและอเมริกา สู่การย้ายฐานการผลิตมาในเอเชีย ทำให้ แบรนด์ที่ทุนหนาและพร้อมที่จะลงทุน สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นไม่ใช่ Colnago ที่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กมาก ในทางปฏิบัติ เออร์เนสโต โคลนาโก ในวัย 60 ปี ยังคงพัฒนาเฟรม Colnago เอง ทดลอง และเข้ามาควบคุมการผลิตด้วยตนเอง ในความละเอียดนี้เอง ที่ทำให้แบรนด์ Colnago ไม่ใช่แบรนด์ที่สามารถกระโดดเข้าไปทำการตลาดแบบขายปริมาณมากๆ ในโลกได้

ต้นทุนในการสนับสนุนทีม จึงไม่ได้มีมากเมื่อเทียบกับแบรนด์จักรยานใหญ่ๆ เมื่อ Colnago ต้องเข้าไปสนับสนุนทีมจักรยาน พวกเขาจึงเน้นไปที่ ทีมที่ไม่ได้เรียกร้องมูลค่าที่สูงมากนัก เน้นไปที่ความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัว ในช่วงปีแรกๆ การสนับสนุนของ Colnago จึงเน้นไปที่ทีมสัญชาติอิตาลีเป็นหลัก แน่นอนว่า จักรยาน Colnago ถูกใช้โดยทีมต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งทีม หรือบางปีในรายการเดียวกันมีมากกว่าหนึ่งทีมที่ใช้จักรยาน Colnago ด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นทีม มาเปย์, วิลแลม, ราโบแบ็งค์, สกิล-ชิมาโน, บีบ็อกซ์-บัวเกสเทเลคอม, ยุโรปคาร์ และ ยูเออี-ทีมเอมิเรตส์ เหล่านี้ต่างก็ใช้ Colnago ในการแข่งขัน ซึ่งก็สามารถเอาชนะรายการต่างๆได้มากมาย แต่ … ไม่ใช่ Tour De France

????????????????????????????????????

ตั้งแต่ปลายยุค ’90s เป็นต้นมา การจะเอาชนะ TDF ให้ได้ หมายถึงการลงทุนที่มหาศาลของทีม เมื่อการแข่งขันถูกตัดสินกันด้วยเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำให้ทีมที่ต้องการเอาชนะรายการนี้ ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งทุนนั้นก็มาจากผู้สนับสนุนต่างๆ นั่นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ระดับที่แบรนด์จักรยานจะเข้าไปทุ่มเงินได้เพียงพอ การกำเนิดของทีมที่มาจากแหล่งทุนใหญ่ต่างๆ ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลกับวงการนี้ในแต่ละยุคจึงเริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ดิสคัฟเวอรี่ชาแนล, ทิงค์ออฟ และ สกาย ทีมใหญ่เหล่านี้มากับทุนมหาศาล และแน่นอนว่า การจะสนับสนุนจักรยานให้ทีมเหล่านี้ก็ต้องใช้เงิน”มหาศาล” ตามไปด้วย ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีของ เออร์เนสโต โคลนาโก เพราะเขายังคงจับมืออยู่กับพันธมิตรเก่าๆ ใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัว กับทีมในระดับรองๆลงมา และเมื่อเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้ง เขาก็ต้องถอนตัวออกมา เช่น ราโบแบ็งค์ เมื่อมีแบรนด์จักรยานอื่นเสนอทุนที่มากขึ้นให้ เออร์เนสโต ก็ไม่ขอสู้เสนอราคา สังเกตได้ว่าทีมอย่าง สกิล-ชิมาโน, บีบ็อกซ์ฯ และ มิลแรม ไม่ใช่ทีมใหญ่ในช่วงยุคของพวกเขาเลย เป็นเพียงทีมไวล์คาร์ดถูกเชิญเข้าร่วมแกรนด์ทัวร์เสียด้วยซ้ำ

กระทั่งการเข้าสนับสนุนทีมจากตะวันออกกลาง จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่กลุ่มทุนซึ่งเป็นเจ้าของทีมยูเออีฯ ตัดสินใจซื้อกิจการ โดยเป็นเจ้าของหุ้นหลักของ Colnago แต่ยังคงปล่อยให้ เออร์เนสโต และครอบครัวเป็นผู้บริหารด้านเทคนิค ทำให้ Colnago ขยับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งก็แน่นอนว่า นี่คือก้าวแรกของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ยุคเหล็กโครโมลี มาสู่ยุคใหม่ของทีมจักรยานจากตะวันออกกลาง เป็นครั้งแรก ที่จักรยานที่มีชื่อของ เออร์เนสโต โคลนาโก วิ่งไปบนถนน ฌอม เอลิเซ ด้วยสีเหลืองสด และ ชนะการแข่งขันนี้ไปได้

ในวัย 88 ปี ชายชราได้โทรศัพท์ไปหา ทาเดจ์ โพกาชา ในวันที่เขาจะได้ขี่รถไทม์ไทรอัลสีขาว ลงแข่งในฐานะของผู้นำรุ่นอายุ สอบถามถึงจักรยานของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง “มันสวยและสมบูรณ์มากครับ” โพกาชา กล่าวตอบทางสายโทรศัพท์ “แต่ลุงอาจจะเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าสิ่งที่ผมคิดเอาไว้เป็นจริง พรุ่งนี้ ลุงต้องเปลี่ยนสีจักรยานให้ผมอีกแล้ว” และทันทีนั้นเอง เออร์เนสโต ได้ตอบเด็กน้อยรุ่นหลานไปด้วยเสียงมั่นใจว่า “ลุงเตรียมไว้ให้แล้ว แต่แค่นี้ ลุงก็เป็นสุขมากแล้ว” และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเอง ที่ ชายวัย 88 ปี ต้องปีติยินดีอย่างยิ่ง เมื่อ เด็กหนุ่มคนนี้ ใช้จักรยานของเขา พลิกเอาชนะมาได้ด้วยการต่อสู้อย่างถึงที่สุด ทันใดนั้นเองที่ เออร์เนสโต เตรียมการทำสีเฟรม V3Rs สีเหลืองเพื่อให้ทันส่งมอบไปยังฝรั่งเศสให้ทันเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ก็มีโทรศัพท์อีกสายเข้ามา จาก ชายสูงวัยชาวเบลเยียม …”เออร์เนสโต คุณเห็นมั้ย.. คุณเห็นมั้ย.. Colnago ของคุณทำได้แล้วนะ พรุ่งนี้ ชื่อของคุณ จะเด่นที่สุดบนถนนในกรุงปารีส” เอ็ดดี เมิรคซ์ มิตรเก่าของ เออร์เนสโต พูดอย่างตื่นเต้นสุดขีด “ใช่ .. ผมเห็นแล้ว ในที่สุดผมก็ได้เห็นมันในวันนี้” ก่อนที่ทั้งคู่จะร่ำไห้พูดคุยกัน ด้วยความปีติยินดี

 

คืนนั้นเอง ที่ เออร์เนสโต โคลนาโก ตรวจงานสีของ V3Rs สีเหลือง กับมือตัวเอง พร้อมลายเซ็นต์ที่เขียนด้วยมือของเขาลงไป ก่อนจะแพ็คลงกล่องพัสดุเพื่อส่งไปประกอบรถแข่งให้กับว่าที่แชมป์ TDF ใช้ขี่ในวันรุ่งขึ้น

 

เกร็ดความรู้

รู้หรือไม่ว่า ชิ้นส่วนสีพิเศษเหล่านี้ ส่วนมากแล้วจะถูกทำไว้ล่วงหน้า แต่ในหลายกรณี ผู้ผลิตต้องทำส่งให้ทันทีเพื่อใช้ในวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ เบาะ และเฟรม  โดยที่งานสีของเฟรมเหล่านี้ จะไม่ได้ผ่านขั้นตอนการเก็บงานครบทุกอย่างแบบที่เฟรมซึ่งออกขายในท้องตลาด โรงงานเบาะระดับโลกได้เคยเล่าว่า พวกเขาเคยต้องส่งเบาะที่หุ้มสีพิเศษซึ่งปกติต้องบีบอัดให้กาวแห้งสนิท 24 ชม. โดยใส่ตัวหนีบลงไปในกล่องพัสดุ เพื่อให้แน่ใจว่า ในเวลาขนส่ง กาวที่เพิ่งติดหมาดๆ จะแข็งแรงพอให้ใช้ขี่ในวันรุ่งขึ้นได้หนึ่งวัน และส่งตัวที่ทำสีพิเศษพร้อมใช้ที่ทนทานกว่าตามไปในอีกวันหนึ่ง

Tag :: colnago
September 22, 2020 cyclinghub 0 Comment