หมวกรุ่นนี้ เป็นหมวกที่ทีมโปร บาห์เรน-เมริดา ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งเป็นหมวกประจำการหลักหมวกเดียวทั้งทางราบและขึ้นเขาก็ว่าได้ นั่นทำให้เราสงสัยในสรรพคุณของมัน มากไปกว่าแค่หน้าตาที่จัดว่า จับตา และรูปทรงที่สวยจับใจหลายๆ คนตั้งแต่แรกที่เปิดตัวออกมา แน่นอนว่า ความเก๋ในสไตล์ล้ำหน้าของ Rudy Project ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้มาตั้งแต่ปล่อยหมวกรุ่นแรกๆ ออกมา ถือเป็นจุดขายสำคัญสำหรับแฟนๆ ที่ชอบในแนวนี้ แต่การใช้งานจริงๆ นั้น น้อยคนจะนำมาบอกเล่าพูดถึงกัน

โดยรวมหมวกถูกออกแบบมาในโครงสร้างแบบหมวกแอโรไดนามิคส์ยุคใหม่ที่มีรูเยอะพอสมควร ทรงหมวกรีดให้ออกมาลู่ลมเรียบไปกับหัวยามสวมใส่ ด้านท้ายปาดลงและมีรูระบายอากาศขนาดใหญ่ช่องทางเดินของลมภายในเซาะให้ลึก ซึ่งนี่คือสรรพคุณพื้นฐานของหมวกในปัจจุบันนี้ แต่สิ่งที่หมวก Spectrum มีเด่นมากคือวัสดุโดยรวมที่นำมาทำหมวก เพราะด้านนอก วัสดุแบบโพลีคาร์บอนเนทผิวเรียบด้านเก็บงานได้สุดเนี๊ยบ ว่ากันที่วัสดุโพลีคาร์บอนเนทนั้น มีดีทั้งความเหนียวและเนื้อวัสดุที่รับแรงกระแทกได้ดี ดังจะเห็นว่ามันถูกใช้เป็นวัสดุสำหรับอุปกรณ์ไฮเอ็นด์ต่างๆ ทั้งกล้องถ่ายรูป เครื่องกีฬา และ แว่นตาระดับเทพๆ หลายๆ แบรนด์ ภายในเป็นโฟมคุณภาพสูง หุ้มอยู่นอกโครงสร้างกระจายแรงกระแทกด้านใน สายรัดและปุ่มปรับกระชับที่ท้ายทอยใช้วัสดุชั้นยอด เก็บงานทำสีได้เนี๊ยบเยี่ยม สมกับการเป็นหมวกเรือธงของ Rudy Project ในวินาทีนี้

หมวกมาพร้อมกับกล่องใส่ ถุงใส่หมวก และชุดฟองน้ำสำรองในแบบที่ไม่มีตาข่ายกันแมลง เพราะหมวกใบนี้ เมื่อแกะกล่องเริ่มต้น จะใส่ฟองน้ำแบบที่มีแผ่นตาข่ายกันแมลงในตัวมาเลย ในการทดสอบของสื่อต่างชาติ พวกเขาจัดการถอดตาข่ายออกเพื่อนำไปปั่นในหน้าร้อนของบ้านเขา แต่คราวนี้ เรามาลองจับใส่กันดื้อๆ แล้วไปเจอกับอากาศประเทศไทยกันดูบ้างว่า หมวกเฉี่ยวใบนี้ จะรับมืออากาศร้อนๆ ประเทศแถบนี้ได้ดีแค่ไหนกันนะครับ แต่ก่อนจะเริ่มออกตัว  ต้องมาพูดถึงความกระชับในการสวมใส่กันก่อนเลยครับ ข้อนี้แม้ว่าวินาทีแรก เราอาจจะไม่ปลื้มในการวางไซส์หมวกกับขนาดรอบวงศรีษะอยู่สักนิด เพราะทำให้เราต้องเลือกใช้หมวกไซส์ที่ใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย แอบกังวลว่า หมวกจะหลวม ไม่พอดี และ หัวโต หากเอาหมวกไซส์เล็กมาใส่ ก็จะใส่ได้พอดีเป๊ะๆโดยไม่ต้องปรับอะไรมาก แต่ตัวหมวกด้านนอกดูเล็กกว่าใบหน้า และเมื่อใส่หมวกไซส์กลางนี้ ก็พบว่ามันออกจะหลวมๆ ไปเสียหน่อย แต่ทว่า เมื่อทำการปรับที่รัดภายในที่ท้ายทอย ให้เลื่อนลงมาต่ำสักนิด เพียงเท่านี้ เมื่อหมุนปุ่มปรับที่ด้านหลัง หมวกก็กระชับได้พอดิบพอดีตามสูตรการใส่เพื่อความปลอดภัย และหมวกก็ไม่ได้ออกมาบานอย่างที่แอบกังวลเอาไว้ นี่คือความฉกาจของค่าย Rudy Project ที่ออกแบบระบบกระชับด้านในที่นอกจากปรับได้หลายรูปแบบ ยังคงวางจุดที่รัดกระชับได้พอดีกับสรีระของหัวอย่างลงตัว เพราะประโยชน์ใช้สอยหลักของหมวก คือการป้องกันอันตรายยามเกิดอุบัติเหตุ และมันต้องมาคู่กับความพอดี กระชับรับกับทรงของศรีษะผู้สวมใส่นั่นเอง

การปรับสายรัด ทำได้ง่ายและยืดหยุ่นได้มาก ทั้งหน้า-หลัง และความแน่น ปรับได้สะดวกรวดเร็วมาก ตัวล็อคแบบมาตรฐานนิยม และสายที่หนา อาจไม่ได้ใจเราไปสักหน่อยอีกเช่นกัน เพราะสายรัดหมวกรุ่นใหม่ๆ มักจะมากับตัวล็อคแบบแม่เหล็กที่ปลดได้ง่าย ใส่ได้สะดวกด้วยมือเดียว นอกจากนั้นสายรัดหมวกรุ่นท็อปๆ หลายๆ ค่ายเวลานี้ ใช้สายรัดที่บางลง ไม่รู้สึกรำคาญเวลาสวมใส่ อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเลย เพราะหมวกเรือธงของหลายยี่ห้อที่ออกมานานและเป็นรุ่นยอดนิยม ก็ไม่ได้มีสายรัดและตัวล็อคที่หวือหวาอะไรเลย แถมมีราคาแพงกว่านี้อีกมาก ที่สำคัญ ทาง Rudy Project เลือกใช้สายรัดที่ค่อนข้างหนา น่าจะเพราะพวกเขาต้องการป้องกันสายบิด หรือกระพือง่ายเวลาเจอลมแรงๆ ซึ่งมันก็จริงดังนั้นครับ ที่ความเร็วสูงๆหรือสวนลมแรงกระแทกสุดๆ ตลอด 3 ชั่วโมงของการขี่ หมวก Spectrum ไม่มีอาการสายรัดกระพือให้รู้สึกได้แม้แต่นิดเดียว

น้ำหนักหมวก 290 กรัม เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องนั่งขบคิดว่า เพราะอะไร พวกเขาไม่ทำหมวกให้เบาลงไปกว่านี้ เพราะหมวกเรือธงแทบทุกแบรนด์ มีน้ำหนักไม่เกิน 250 กรัม ความต่างอีกเกือบๆ ครึ่งขีด แม้จะดูไม่มาก แต่ก็รู้สึกแตกต่างได้ไม่ยากเลย  ที่มาของมันก็น่าจะมาจากวัสดุที่เลือกใช้ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการทำโครงสร้าง ทรงหมวกที่ค่อนข้างหนา หนักแน่น หากพวกเขาทำรูปทรงแบบนี้ และต้องการให้มีน้ำหนักที่เบาไปกว่านี้สัก 50 กรัม อาจจะต้องรื้อการออกแบบ วัสดุ และการผลิต อันจะส่งผลให้มีราคากระเด้งไปทะลุหลักหมื่นอย่างแน่นอน เพื่อตรึงราคาให้อยู่ในระดับที่เรียกว่าคุ้มค่าสำหรับหมวกรุ่นท็อปนั้น น้ำหนักน่าจะเป็นสิ่งแรกที่ยอมสูญเสียไป และหากเทียบกับหมวกแอโร่ฯ จ๋าหลายๆ ค่าย น้ำหนัก 290 กรัมนี้ ก็จัดว่าปกติดีตามาตรฐานสากลแล้วนั่นเอง หากท่านคาใจกับน้ำหนักดังกล่าว ทางเลือกของท่านคือ การมองหาหมวกที่แพงกว่านี้ หรือ หมวกที่แอโร่ฯ น้อยลงไปกว่านี้ ในตลาดทั่วไป มีหมวกแอโร่ฯ เพียงไม่กี่ใบเท่านั้น ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 250 กรัม นั่นเอง

มาดูด้านการระบายอากาศกันบ้างครับ ต้องสารภาพก่อนเลยว่า เราไม่ได้คาดคิดให้มันระบายอากาศได้ดีมากนัก ด้วยทรงหมวกที่ก็เห็นๆกันอยู่ รูใหญ่จริงๆมีเพียงด้านข้างเท่านั้น แม้ว่าช่องระบายอากาศด้านหลังจะใหญ่ และทางเดินอากาศภายในจะเซาะร่องไว้ลึก แต่ช่องลมเข้าทางด้านหน้าตรงๆและกลางหมวกดูจะเล็กเสียเหลือเกิน ดังนั้น ความคาดหวังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าควรวางไว้สูงมากนัก แต่เมื่อถึงเวลาขี่จริงๆ กลับรู้สึกผิดคาดกับมันเล็กน้อย เพราะลมสามารถเข้าไปในหมวกได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ จากช่องด้านข้างนี้ และรู้สึกถึงการไหลผ่านไปทางด้านหลังได้เลย แม้จะใส่ตาข่ายกันแมลงอยู่ก็ตาม และเฉกเช่นเดียวกับหมวกแข่งขันระดับสูงทั่วไป ที่เมื่อคุณขี่ในท่าดุดัน ก้มตัว ก้มหัวลง ลมจะเข้าไปในหมวกทางช่องกลางได้ง่ายขึ้น และช่วยระบายอากาศได้ดีกว่าเดิม จึงสรุปได้ว่า นี่ไม่ใช่หมวกเย็นที่สุดในตลาด แต่มีดีพอที่จะเย็นมากตามความต้องการเมื่อใช้งานทั้งการไต่เขาและทางราบความเร็วสูงๆ และก็เป็นคำตอบที่เราสงสัยว่า ทำไมโปรทีมใหญ่จึงเลือกใช้หมวกนี้ในทุกๆ สถานการณ์การแข่งขัน

มีให้เลือก 5 สี นำไปใส่ได้ไม่ยากกับเสื้อผ้าทั่วไป สนนราคา 6,xxx-7,xxx แล้วแต่จะหาร้านขายได้ และสีพิเศษทีมโปรในราคา 8,xxx บ. เป็นเกณฑ์ราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ วัสดุ และความเป็นหมวกรุ่นท็อปปีล่าสุด ถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับความเป็นหมวกรุ่นเทพ ในยุคนี้ที่ราคาเด้งขึ้นไป 5 หลักกันแล้ว ขอสรุปตรงนี้ว่า นี่เป็นหมวกที่ดียอดเยี่ยม หากคุณมองหาหมวกที่หน้าตาโฉบเฉี่ยว ทรงสมัยใหม่ ดุดันแต่ไม่จืดชืด ระบายอากาศได้น่าพอใจ และวัสดุเกรดยอด Spectrum เป็นตัวเลือกที่ต้องไปหามาลองเลยล่ะครับ

 

ข้อดี รูปร่างสวย วัสดุคุณภาพดี

ข้อเสีย น้ำหนัก ไม่มีรูล็อคแว่นตา

 

*ขอขอบคุณ Rudy Project Thailand เอื้อเฟื้อหมวกเพื่อทำการทดสอบรีวิวในครั้งนี้

January 5, 2020 cyclinghub 0 Comment