35 สเตจนี้ จะบอกว่ารถไม่เกี่ยวเลยก็คงไม่ได้ แม้จะน้อยนิดเมื่อทเียบกับปัจจัยด้านกายภาพของผู้ขี่ กลยุทธการทำงานของทีม และ เรื่องของดวงที่หน้าเส้นชัย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า รถที่ดีที่สุด คือสิ่งที่นักปั่นจะเลือกใช้และมั่นใจ จนออกไปไล่ล่าชัยชนะในระดับสูงที่สุดของดลก และยิ่งเก็บมาจนถึงระดับตำนานแห่ง Tour de France แบบนี้ เราก็จะขอย้อนกลับไปชมรถของท่าน Sir.Mark Cavendish หรือ “เจ๊มาร์ค” ที่พวกเราติดตามกันมาเกือบ 20

GIANT TCR Advanced

คงเป็นที่เซอร์ไพรซ์ของใครหลายคน ที่คาดไม่ถึงว่า คาเวนดิชขี่ Giant มาก่อน ใช่เลยครับ วินแรกของเขา ได้ร่วมกับแบรนด์นี้นั่นเอง ซึ่งเกิดใน Tour de France 2008 ขณะนั้น ทีม T-Mobile ที่เขาสังกัดและเปลี่ยนชื่อมาเป็น Team Columbia ใช้จักรยาน Giant ที่สำคัญ คันที่คาเวนดิชขี่ คือ โปรโตไทป์ของ TCR Advanced SL ที่ยังมีเจ็นฯต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ใช้ชุดเกียร์ Shimano 7800 เฟือง 10 สปีด และเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีสายเคเบิลออกมาจากชิฟท์เตอร์ ที่ในขณะนั้น ชิมาโน มั่นใจว่านี่คือระบบที่ให้ความลื่นไหลในการเปลี่ยนเกียร์มากที่สุด คาเวนดิชขี่รถ TCR Advanced SL Prototype เก็บได้ 4 สเตจ ก่อนที่จะออกจากการแข่งขันไปเตรียมตัวสำหรับกีฬาโอลิมปิกเกมส์

SCOTT ADDICT

หลังจากนั้นทีม Columbia-HTC ก็ได้เปลี่ยนรถไปเป็น Scott ซึ่ง Addict ถือเป็นหนึ่งในเฟรมที่เบาที่สุดในตลาดช่วงนั้น กับเฟรมที่มีน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัมเป็นตัวแรกๆ ประกอบมากับชุดเกียร์ Dura Ace 7800 ตามเดิม แม้ว่าจะมี 7900 รุ่นแรกที่ปรับการออกแบบให้สายซ่อนในชิฟท์เตอร์และเดินสายใต้ผ้าพันแฮนด์ได้  ออกมาในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขันไม่นาน ในปี 2009 นั้น คาเวนดิช คว้าไปได้ 6 สเตจ ต่อมาในปี 2010 เขาเก็บอีก 5 สเตจ จากเฟรมเดิม แต่เปลี่ยนชุดเกียร์เป็น Shimano Dura Ace 7900

SPECIALIZED McLaren VENGE

มาถึงยุคที่หลายคนคุ้นตา กับสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับสปรินท์เตอร์ นั่นคือ”ความแอโร่ฯ” ซึ่ง Venge ถือว่าเป็นเฟรมที่กระชากความสนใจตลาดได้มากที่สุด และก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวในหลากหลายแบรนด์ โดย McLaren Venge นั้นถูกร่วมพัฒนามากับค่ายรถสูตรหนึ่ง นำเอาเทคโนโลยีด้านแอโรไดนามิคส์จากรถแข่งมาใช้ และใช้เกรดของคาร์บอนไฟเบอร์ที่สูงกว่า S-Works Venge ที่ขายทั่วไป และกลายเป็นไอเท็มสุดยอดสำหรับนักสะสมที่เงินถึงในยุคนั้น ถือเป็นเฟรมเสือหมอบที่ซ่อนสายภายในตัวแรกๆของตลาด ประกอบมากับชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าเจ็นฯแรก Shimano Dura Ace Di2 ที่เข้ามาสั่นคลอนความเชื่อ และเกิดข้อถกเถียงระหว่างเกียร์สายและไฟฟ้ากันอย่างร้อนแรง ในปีนี้ HTC-Highroad พาคาเวนเดิชไปเก็บมาได้อีก 5 สเตจ

PINARELLO DOGMA 2

การก่อกำเนิดของยอดทีมแห่งสหราชอาณาจักรและความสำเร็จของนักปั่นอังกฤษ พวกเขากวาดเอานักปั่นอังกฤษชั้นนำทั้งหมดมารวมตัวกัน ซึ่งแน่นอนว่า คาเวนดิช ก็คือหนึ่งในนั้นด้วย รถที่เขาใช้คือ Dogma 2  ในขณะที่ Pinarello เปิดตัวและนำรุ่นใหม่ Dogma 65.1 มาให้ Bradley Wiggins ใช้ช่วงก่อนการแข่งขันไม่นาน เขายังคงเลือกใช้เกียร์ Shimano Dura Ace Di2 เช่นเดิม และสามารถเก็บไปได้อีก 3 สเตจ กับแบรนด์จักรยานระดับตำนานจากอิตาลีนี้

SPECIALZIED MCLAREN VENGE

การกลับมาขี่คันเดิม และร่วมกับทีมที่มุ่งเน้นไปที่การสปรินท์หน้าเส้นมากขึ้น Omega Pharma – QuickStep ซึ่งเฟรมที่ใช้ก็คือดีไซน์เดียวกับที่เขาเคยใช้มาก่อนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ต่างคือการเปลี่ยนเกียร์ไปใช้ค่าย Sram แทนและกลับมาใช้ระบบเกียร์สาย Sram Red เนื่องจากในเวลานั้น Sram ยังพัฒนาระบบไฟฟ้า eTap ไม่สำเร็จ คาเวนดิช สามารถเก็บไปได้อีก 2 สเตจ จากรถคันนี้

SPECIALIZED S-WORKS VENGE VIAS

ทีมเดิมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Etix Quick-Steps ยังคงใช้รถยี่ห้อเดิม แต่สำหรับคาเวนดิช เขาได้รับรถใหม่เป็น Venge VIAS เสือหมอบรุ่นแรกๆที่เคลมว่ามีความแอโร่ฯเบียดใกล้เคียงกับรถไทม์ไทรอัลและซ่อนสายภายในทั้งหมด ซึ่งผลการทดสอบในอุโมงค์ลมพบว่าทำเวลาดีกว่าเสือหมอบไต่เขาถึง 2 นาทีบนระยะทาง 40 กม. ชุดเกียร์ปีคราวนี้กลับมาใช้ชุดขับของ Shimano อีกครั้งประกอบมากับ Dura Ace Di2 เจ็นฯใหม่ 11 สปีดเท่าเดิมแต่พัฒนาระบบไฟฟ้าให้ดี เร็ว ยิ่งกว่าเก่า คาเวนเดิช เก็บไปได้ 1 สเตจด้วยรถคันนี้

CERVELO S5

อีกครั้งที่คาเวนเดิช ย้ายทีม เปลี่ยนรถ มาร่วมทีม Dimension Data  ทีมเล็กๆที่ให้ความสำคัญกับการคว้าสเตจ และแบรนด์จักรยานแห่งนวัตกรรม Cervelo ที่บุกเบิกแนวคิดแอโร่ฯก่อนกาลตั้งแต่ปี 2002 ด้วยรุ่น Soloist จนต่อมาสืบทอดเป็น S3 มาถึง S5 ที่ยังคงมีเจ็นฯใหม่ๆออกมาในทุกวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ Cervelo S5  ออกแบบมากับชุดแฮนด์ของตนเอง แต่คาเวนดิชเลือกใช้แฮนด์ยี่ห้อ PRO แบรนด์ในค่ายของ Shimano  แล้วติดเทปดำทับยี่ห้อไว้มากกว่า เขาใช้รถคันนี้เก็บไปเพิ่มอีก 3 สเตจ

SPECIALIZED S-WORKS TARMAC SL7

การมาของ Tarmac SL6 ที่มีความแอโร่ฯไม่ด้อยกว่า Venge VIAS ทำให้ในที่สุดสายรหัส Tarmac ก็แทนที่ทั้งสองมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ และการกลับมาร่วมทีม Deceuninck Quickstep อีกครั้งของคาเวนดิช เป็นคู่ที่ลงตัวกันพอดิบพอดี เก็บไปได้อีก 4 สเตจ และทำให้เขามีสถิติเท่ากับ เอ็ดดี เมิรคซ์ ที่ 34 สเตจ ซึ่งสตอรี่ของรถวินคันนี้ก็มากมายเหลือเกิน เพราะนี่คือการกลับมาหลังจากช่วงตกต่ำรอบแรก ทำให้ BMC Teamachine TMR ซึ่งเป็นรถดิสก์เบรคคันแรกของเขา ไม่สามารถคว้าชัยมาได้ ชัยชนะแรกที่เ)็นดิสก์เบรคของคาเวนดิช จึงเป็นของ S-Works ในปีนี้แม้ว่าชิมาโนจะออก Dura Ace Di2 9200 12s มาแล้ว แต่คาเวนดิชยังเลือกใช้รุ่นเดิม 11s อยู่เนื่องจากภาวะขาดแคลนซัพพลายที่ส่งผลมาจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้กำลังการผลิตของชิมาโนไม่เพียงพอต่อความต้องการแม้แต่การส่งชิ้นส่วนให้กับโปรทีม ดังนั้นในช่วงแรกที่เปิดตัว ทีมจึงยังใช้ชิ้นส่วนรุ่นเดิม

WILIER FILANTE SLR

รถที่ทำสถิติประวัติศาสตร์ครั้งที่ 35 ที่เขาชนะ Tour de France ได้สำเร็จ เป็นเวลาหลายปีกว่าที่จะฟื้นจะอีกครั้งที่ชีวิตประสบปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจของเขา จนยากที่จะทำได้สำเร็จ แต่ในที่สุด เมื่อความมุ่งมั่นยังคุกรุ่นในใจ เมื่อได้พบกับทีมที่มอบโอกาส มอบศรัทธาให้กับเขาอย่างเต็มที่ ชัยชนะสเตจแห่งประวัติศาสตร์ก็มาจนได้ โดยทีม Astana และ Wilier ได้จัดทำรถสีพิเศษเป็นเกียรติให้กับเขาตั้งแต่มาเข้าร่วมทีมนี้ ซึ่งเฟรม Filante SLR ก็ถือเป็นเฟรมที่ Wilier ภูมิใจในวิศวกรรมและการออกแบบเพื่อการแข่งขันล่าสุดของพวกเขา ทั้งน้ำหนักที่กำลังดี ความแอโร่ฯที่ยอดเยี่ยมรวมถึงการตอบสนองแรงกระทำด้วยความสติฟฟ์ที่พร้อมให้สปรินท์หน้าเส้นออกไปคว้าชัยมาได้

Tag ::
July 5, 2024 cyclinghub 0 Comment