ทำไมต้อง Colnago C64 เสือหมอบสำหรับวัยไม่หนุ่ม!?

มันก็น่าแปลกไม่ใช่น้อย เมื่อแบรนด์จักรยานใดๆก็ตามที่มีจุดเด่นด้านความ”เก่าแก่” ของตัวมันเอง มักถูกมองว่า “แก่” มากกว่าที่จะ”เก๋า” ในสายตาของนักปั่น ที่ถูกเมินไปได้อย่างง่ายๆเมื่อเทียบกับแบรนด์หวือหวาอีกมากมายที่มีให้เลือกเล่น เพราะในกลุ่มแบรนด์ใหม่ๆก็ต้องนำจุดขายด้านเทคโนโลยี และวิศวกรรมที่สุดจะล้ำหน้า เกินสมัยมายั่วน้ำลายนักปั่นกันอยู่ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม แบรนด์ที่มี”เรื่องราว” เก่าแก่ ก็มักจะขายจุดเด่นในรูปแบบของ “Story” เป็นสำคัญ และเมื่อร่วมเข้ากับความคิดแบบอนุรักษ์นิยมของค่ายจักรยานเก่าแก่สัญชาติอิตาลีทั้งหลาย ก็กลายเป็นมูลเหตุให้ค่านิยมที่เราจั่วหัวเอาไว้ถูกจดจำในสายตาของนักจักรยานทั่วไป จริงหรือไม่ คุณลองเดินไปถามนักปั่นแบบสุ่มดูเลยก็ได้ว่า สำหรับพวกเขา คิดว่าเจ้า Colnago จะเลือกให้อยู่ฝั่งไหนระหว่าง “ซิ่ง” กับ “ขลัง”

แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ?
ก่อนจะมาหาคำตอบนี้ เราก็ย้อนมาดูรายละเอียดกันสักหน่อย เอาล่ะ HUB จะไม่มานั่งเล่าเรื่องราวยาวๆของความเป็นมาแบรนด์ Colnago ให้เสียเวลา เพราะคงหาอ่านกันได้ไม่ยาก แต่เราจะขอเล่าว่า โดยธรรมชาติแล้วแบรนด์จักรยานแบบอิตาลีแท้ๆ จะมีความอนุรักษ์นิยมอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย ซึ่งก็จะยิ่งมวีคูณเข้าไปหากพูดถึงแบรนด์ที่ยังคงเป็นอิสระทางการเงิน ไร้ซึ่งร่มใหญ่ที่ซื้อเอากิจการไปต่อยอด แปลสั้นๆกันว่า Colnago ยังเป็นอุตสาหกรรมแบบครัวเรือน กิจกการยังคงอยู่ภายใต้สายตาของ”คุณปู่” ที่ลายครามแบบถี่ยิบ ลูกหลานรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทในธุรกิจของตระกูลที่ละนิดละหน่อย ซึ่งนี่เองที่ทำให้ C64 เป็นรถในสายรหัส C ที่น่าจะมีที่มาที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุด

ซีรีส์ C ของ Colnago ถูกส่งออกมาเป็นสุดยอดเสือหมอบในแต่ละช่วงยุคสมัย ที่ถือเป็นการรวมเอาทุกสิ่งทุกอย่างของ Colnago ในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ในเฟรมเดียว ผสมกับความล้ำค่าในแง่ของศิลปะและความงามทั้งจากการผลิต การออกแบบ และการสำเร็จงานที่แสดงออกถึง”Passion” ในหัวใจของชาวอิตาเลียน เฉกเช่นเดียวกับ เอสเพรสโซ่แบบอิตาเลียนสักแก้วหนึ่ง จะทำให้คุณรู้จักความละมุนละไมของอากาศยามสายได้อย่างลุ่มลึก เสือหมอบ Colnago ในซีรีส์ C ก็จะทำให้คุณได้ประสบการณ์ของจิตวิญญาณจักรยานยุคคลาสสิคได้เป็นอย่างดี

แต่สำหรับ C64 มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจอยู่นิดหน่อย เพราะนี่คือจุดที่ทำให้มันแตกต่างไปจากศิลปะวัตถุรุ่นก่อนๆที่ออกมา มองเผินๆเราอาจไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เจ้านี่แตกต่างเหนือ C60 ที่ล้ำค่า แต่ความทรงคุณค่า เริ่มต้นตั้งแต่การผสมผสานระหว่างแนวคิดใหม่ๆของทีมงานออกแบบยุคโมเดิร์น เข้ากับการยอมรับในทิศทางจากคนในยุคคลาสสิค เชื่อมต่อด้วยทายาท Colnago ทีเ่ริ่มต้นมีบทบาทในการผลักดันทิศทางการออกแบบจักรยานไปสู่ยุคอนาคตเอาไว้ จุดเด่นหลายๆด้านจึงถูกสะท้อนมาจากสายผลิตภัณฑ์ Colnago ตั้งแต่ V1R เป็นต้นมา ร่วมเข้ากับความเชี่ยวชาญของ Colnago ที่สั่งสมมาตลอดในรหัส C เปรียบเทียบอีกแบบก็คือ มันเป็นผลผลิตของเมล็ดกาแฟคั่วบดแบบโบราณ ที่ผ่านเครื่องอัดไอน้ำแรงดันสุงยุคใหม่ รีดเอากลิ่นละมุน และรถของกาแฟออกมาได้อย่างเลิศเลอ

จริงๆจะโม้ไปเรื่อยๆก็คงจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะเสือหมอบในรูปแบบนี้มีเรื่องราวให้เราเล่าต่อกันอีกเพียบ แต่คงไม่ทุกคนที่จะมีเวลานั่งละเมียดกลิ่นกาแฟไปกับ HUB ในวันนี้ เราก็ขอตัดบทเข้ามาที่จุดเด่นๆของเฟรมที่เกิดจากความผสมผสานที่กล่าวมานี้เลยก็แล้วกัน

จุดแรกที่สุดที่สะดุดตาทันทีที่เห็นตัวเป็นๆก็คือ ท่อนั่งและหลักอานที่ผิดไปจากความคุ้นเคย รูปทรงหลักอานทรางแอโร่ฯ และการซ่อนรอยต่อจนเรียบสนิท เป็นความสวยงามของยุคสมัยใหม่ ต่อด้วยทรงตะเกียบโซ่แบบไม่สมมาตรเพื่อการส่งกำลังที่สมบูรณ์ ในขณะที่สามเหลี่ยมหลังเลือกออกแบบการประกอบให้สามารถให้ความสบายในการขี่ได้ด้วย ไฮไลท์ของเฟรมคือช่วงท่อนั่งไปจนถึงกะโหลกที่ึ้นรูปมาเป็นชิ้นเดี่ยว ให้ความสติฟฟ์อย่างที่สุด มากกว่าที่ Colnago C ใดๆเคยให้มา ที่ด้านหน้ารถ ตะเกียบหน้าแบบใหม่เพ่ิมความสติฟฟ์ยิ่งกว่าเดิม มุ่งเน้นไปที่การควบคุมรถเข้าโค้งอย่างมั่นคง และวิศวกรรมการผลิตแบบใหม่ ที่ทำให้เฟรมมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมถึง 2 ขีด! ด้วยคุณลักษณะเบื้องต้นทั้งหมดนี้ นี่ไม่ใช่เสือหมอบ”เก่า” สำหรับ”คนแก่” อีกแล้ว แต่มันจะเป็นรถแข่งดุดันที่ซิ่งได้ทันใจวัยรุ่นยุคนี้เลยทีเดียว ลบภาพคลาสสิคของดลกทศวรรษ 80s ออกไปจากหัวคุณได้เลย นี่แหละ โฉมใหม่ของ Colnago C ที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคก้าวเข้าสู่ 5G

การสำเร็จชิ้นงานถือเป็นเนื้อแท้ของ Colnago C มาตลอดแม้ว่าในยุคนี้เราจะไม่ได้เห็นการทำสีและลวดลายบนเฟรมแบบพ่นด้วยมืออีกแล้ว (เหตุผลง่ายๆคือ… คนทำงานฝีมือเหล่านั้นได้แก่ตัวไปมาก และไม่มีเด็กรุ่นใหม่ออกมาสืบทอดรับช่วงต่อได้) แต่มันก็ถูกทำสีอย่างประณีตอย่างเหลือเชื่อ สมกับราคาค่าตัวที่จัดว่า”เลอค่า” เป็นอย่างยิ่ง อย่าลืมนะครับว่ามีจักรยานเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ในยุคใหม่ ที่คุณจะซื้อแล้วใช้งานไปเรื่อยๆโดยที่ตัวมันเองจะไม่เสื่อม”มุลค่า”ลงไปและหนึ่งในรุ่นที่สามารถทำได้แบบนั้นคือ Colnago C นี่แหละ ไล่กันมา C40 หรือ ฉ50 ตลอดจน C60 ในตลาดสินค้ามือสอง พวกมันนอกจากไม่เสื่อมราคาลงไป ยังคงมีค่าตัวสุงยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ พวกเราอาจไม่รับรู้ถึงความเป็นรถสะสมของ C64 ในขณะนี้ แต่ในเวลาต่อมา หากมองย้อนมาถึง Timeline ของการพัฒนา เชื่อว่า C64 น่าจะถูกจัดว่าเป็นรุ่นที่มีความเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่ต้องสงสัย

รถทดสอบมาเมื่อไหร่ เราจะมีโอกาสได้ลงลึกในรายละเอียดกันมากขึ้น แต่ตอนนี้ ขอพักบรรยากาศตึกทรงอิตาเลียนเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะถ้านั่งหลับตานึงถึง C64 เราจะเกิดอาการคันยิบๆจนแทบไม่อยากนั่งเขียนงานอื่นๆอีกเลย

จุดที่น่าสนใจ : การออกแบบใหม่ทั้งหมดบนฐานของแนวคิดแบบเดิมของ Colnago
จุดที่อาจผิดหวัง : เราหวังว่า C64 จะเปลี่ยนมุมมองของความแก่ไปได้

March 24, 2018 cyclinghub 0 Comment