By Auum

กระแสของเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่พูดมากขึ้นในปัจจุบัน การพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อกิจกรรมการออกกำลังกาย คือ ความท้าทายใหม่ที่กำลังเป็นที่สนใจของนักนวัตกรรมทั่วโลก และหนึ่งในการพัฒนานั้น คือ “จักรยานไฟฟ้า : E – Bike” ซึ่งถ้ามองในมุมของเทคโนโลยีในแนวของการประยุกต์ หรือ ดัดแปลง จะพบว่าในตลาดเมืองไทยก็มีผู้นำเข้าอะไหล่ดัดแปลงจักรยานให้เป็นจักรยานไฟฟ้า ก็จะออกแนว Electric Scooter มากกว่าการใช้เป็นจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย ดังนั้น บทความนี้ก็จะพูดถึง เจ้า Scott E-ride : ผู้นำในการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อการออกกำลังกาย

First Impression : สัมผัสแรกเมื่อสบตา
อย่างแรกเลยก่อนที่ผมจะได้สัมผัส Scott Genius eRide 910 Bike ภาพในหัวผมก็คิดว่า น่าจะเป็นจักรยานที่ไม่น่าจะต่างจากจักรยานภูเขาที่ผมเคยเห็นมาเท่าไหร่ และอาจจะต่างไปแค่เพียงมีมอเตอร์ใส่เขาไปเท่านั้น แต่พอไปเห็นตัวจริงในวันที่ไปรับรถผมถึงกับอุทานว่า “โอ้ว…แม่เจ้า” เพราะมันต่างจากที่ผมจินตนาการเอาไว้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ Battery และ ระบบของมอเตอร์ E – Drive System : Shimano STEPS E8000 ที่ออกแบบมาได้ลงตัวอย่างมากกับตัวรถ อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของรถที่เห็นในสัมผัสแรก คือ โช๊คทั้งหน้า และ หลัง เป็นของโรงงานเจ้าพอโช๊คอัพ ระดับโลก FOX ที่ได้มีการพัฒนา “FOX NUDE EVOL” ลิขสิทธิ์เฉพาะที่มีใน Scott เท่านั้น บอกเลยครับว่าช่วยให้การมุดในเส้นทางป่า ทางลงเขา ช่วยให้สนุกขึ้นเยอะรวมถึงร่างกายไม่ล้ามากจากแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นจากถนน ที่เสริมแรงความมั่นในเวลาลงเขาด้วย Shimano ZEE hydraulic Disc Break ที่ทำให้ผมมั่งใจอย่างมากในการพุ่งลงจากเส้นทางชันและวิบากของทางฝุ่น โดยคู่กับ ยาง Maxxis Minion 27.5 x 2.8 ที่พร้อมพาตะกุยทุกเส้นทางไม่ว่าจะโหดขนาดไหน ซึ่งเท่าที่ผมลองบอกเลยว่า “เอาอยู่” ครับ ส่วนสุดท้ายที่ผมรู้สึกว่ามันน่าจะช่วยให้การขับขี่ในทุกเส้นทางนั้นปลอดภัย คือ Frame ที่พัฒนาขึ้นจาก Alloy โดยออกแบบพิเศษเพื่อใส่เจ้า Battery ขนาด 500wh เข้าไปในตัวรถ ที่จะช่วยในการรองรับแรกกระแทกได้อย่างดีรวมถึงช่วยให้ผู้ขับขี่เกิดความมั่นใจในการลุยได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ชมโฉมคร่าวๆไปแล้วก็ได้เวลายกขึ้นรถ บอกเลยครับว่า “หนัก” เลยทีเดียว สำหรับคนที่ชินกับเสือหมอบน้ำหนัก 7 โลกว่าๆแบบผม ไปเจอเจ้า Scott คันนี้ที่หนักกว่า 27 กิโล ถึงกับถอดใจเวลาขนย้าย และเรื่องนำหนักก็เป็นอีกโจทย์ที่ผมคิดว่า เจ้า Scott Genius มันจะทำได้สักเท่าไหร่กันเชียว ทั้งหนักทั้งใหญ่ขนาดนี้

Test Ride : ทางราบ – ทางเขา – ทางป่า

หลังจากที่ทำความรู้จักเจ้า Scott Genius สักพักก็เริ่มมองหาสถานที่ๆจะทำการทดสอบเพื่อรีดเอาสักยภาพของรถออกมาให้ได้มากที่สุดกับมือใหม่สายเขาเช่นผม ก็เลยเล็งไปที่เส้นทางบางพระ ซึ่งก็จะมีทางราบให้ได้ลองความเร็วและนำหนัก มีทางเขาไว้ให้ไต่ และมีทางป่าไว้ให้ลุย วันเดียวเอาให้เต็มที่ว่างั้นเลยดีกว่า
Open E – ride
เมื่อประกอบเรียบร้อยหากดูภายนอกเจ้า Scott Genius ไม่ได้ต่างจากเสือภูเขาประเภท Downhillเท่าไหร่ แต่จุดที่ต่างกัน คือ ตัว E drive System ที่ให้มานี่แหละครับ ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจะช่วยทำงานคือ 25 กม./ ชม. เท่านั้น หลายคนอาจจะรู้สึกว่า แค่ 25 เองทำไมช้าจัง แต่ผมบอกเลยว่าถ้าใคร ลง Track เข้าป่าความเร็ว 25 โดยเฉพาะช่วงไต่เขานี่บอกเลยครับว่าฟินมากๆ หลังจากที่ทำการเปิดระบบ ซึ่งสวิทจะอยู่ที่ใต้เฟรมของจักรยาน ซึ่งจะมีระดับของพลังงาน Batteryบอกอยู่ด้วยโดยมีโหมดการทำงานของ Motor 3 ระดับ คือ Eco : ประหยัดพลังงาน Trail : ทางป่า ลูกรัง และ Boost : รีดให้สุดฉุดไม่อยู่(อันนี้ตั้งเอง) ทั้ง 3 โหมดนี้ คือ การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อให้มอเตอร์ทำงานเข้าไปชดเชยรอบขา เรียกง่ายๆว่า “เพิ่มแรงบิด” ในการกดบันได โดย ตาม Spec เคลมว่า สามารถใช้ Eco Mode ได้ในระยะ 100 กิโล Trail Mode ใช้ได้ 60 กิโล และ Boost ใช้ได้ 45 กิโลโดยประมาณ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ดูเรียบหรูและเป็นเอกลักษณ์ คือ จอแสดงผลแบบ LED ที่ติดอย่กับแฮนด์ของเจ้า Scott Genius ซึ่งหน้าจอจะแสดงข้อมูลของ ระดับแบตเตอรี่ โหมดการใช้งาน และ แรงบิดที่เกิดขึ้นจากการใช้มอเตอร์ โดยในแต่ละโหมดก็จะมีสี ที่แสดงบนหน้าจอ เพื่อให้สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นการแสดงผลที่ดูไม่ยุ่งยากทำให้สามารถทำความเข้าใจในการขี่ได้ไม่ยากเลย ผมว่าจอLED นี่เรียบหรู ดูดี และใช่งานงานเยอะทีเดียวครับ

Test 1 : ทดสอบทางราบ
เนื่องจากในช่วงที่เราทำการทดสอบเป็นช่วงที่สนามเจริญสุขมงคลจิตปิดจึงทำให้เราได้ไปเส้นรอบอ่างบางพระแทน ซึ่งในวันที่ไปก็ชวนเพื่อนสมาชิกหมอบสายแข็งไปร่วมปั่นกันเล่นๆด้วย บอกเลยครับว่า ในทางราบเจ้า Scott มันช่วยให้ปั่น “ท่องเที่ยว” ได้อย่างสบายใจ เพราะ ด้วยความเร็วที่ระบบขับเคลื่อน E drive System : Shimano STEP E8000 จะทำงานที่ความเร็วสูงสุดแค่ 25 กม. ต่อ ชม.เท่านั้น ทำให้เมื่อปั่นความเร็วที่มากกว่า 25 หมายความว่า ต้องใช้แรงของตัวเองล้วนๆ ซึ่งไม่สนุกเลยครับที่ต้องควงขาแถวๆ 120 รอบ/นาที เพื่อไปกับกลุ่มเสือหมอบ รวมถึงการแบกน้ำหนักรถที่หนักเกือบ 30 กิโลกรัมไปกับเพื่อนๆสายซิ่ง ดังนั้น ถ้าในทางราบถ้าไม่ใช่การปั่นท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ มันไม่เหมาะกับเจ้า Scott Genius แน่นอนเพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ซิ่งในทางราบ แต่ในทางเขาและทางป่าบอกเลยครับว่า เวลาผ่านไปเร็วแบบแทบไม่รู้สึกตัว

Test 2 : ทดสอบทางเขา (ทางเรียบ)
แน่นอนครับว่า บางพระ ก็ต้องคู่กับเขาฉลาก ซึ่งสำหรับนักไต่เขาหลายคนบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้ขึ้นเขาฉลากก็เหมือนมาไม่ถึงบางพระ คราวนี้ผมได้ทดลอง ระบบขับเคลื่อน E drive System : Shimano STEP E8000 ซึ่งในการขึ้นเขาฉลากครั้งนี้ผมได้ใช้ Eco Mode เป็นหลักในการไต่เขา ซึ่งตลอดระยะทางที่ปั่นขึ้นไปถึงยอดเขาฉลาก น้ำหนักของรถไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่เขาแต่อย่างใด ช่วยให้รอบขาอยู่ราว 70 – 80 รอบต่อนาที ซึ่งบอกเลยครับว่ามันเนียนมากๆสำหรับขึ้นเขาที่สำคัญอัตราการเต้นของหัวใจก็อยู่ในระดับ Endurance เท่านั้น ผลลัพธ์คือ สามาถทำเวลาในการไต่จากตีนเขาไปถึงยอดในเวลาไม่เกิน 10 นาที ซึ่งผมว่าเป็นการ “เปิดมิติใหม่” สำหรับ “นักปั่นสายท่องเที่ยว” เพราะในการปั่นขึ้นเขาเป็นเรื่องที่ยากสำหรับนักปั่นทั้งมือใหม่และมือเก่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนถ้าไม่ได้ซ้อมให้อยู่ตัว ภูเขาก็เล่นงานคุณได้เช่นกัน แต่สำหรับScott Genius eRide ช่วยให้การขึ้นเขาที่ว่ายากกลับง่ายขึ้นมากเลย ตลอดเส้นทางผมรู้สึกเหมือนกำลังปั่นในทางราบสบายๆทั้งที่เส้นนทางนี้คือ “เขาฉลาก” ซึ่งนี่เองส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ในการค้นหาประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักปั่นสายท่องเที่ยว เพราะพาให้เราไปในเส้นทางในฝันที่ในหลายครั้งเราก็ต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมหนักมาก รวมถึงหลายคนอาจจะท้อไปก่อน ที่สำคัญ Scott Genius ช่วยให้เราได้ “ออกกำลังกาย” ได้จริง และช่วยผ่อนแรงได้ในเส้นทางยากๆได้ สำหรับทางเขาผมถือว่า “ผ่าน” เลยครับ

Test 3 : ทดสอบ ทางดิน / ทางธรรมชาติ / เส้นทางลุยป่า
หลังจากที่ได้ทดสอบศักยภาพของรถไปพอสมควรทีนี้ได้เวลาเอาลงเส้นทางจริงที่ Scott Genius ถูกออกแบบมาเพื่อใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั้นคือ “ทางลุยป่า” ซึ่งบริเวณบางพระก็จะมีหลายเส้นด้วยกัน อย่างเส้นลงเขาฉลาก อันนี้น่ากลัวนิดนึงเหมาะกับมือโปรมากๆ กับ เส้นเลียบเขาฉลาก หรือ นักปั่นแถวนั้นเรียกว่า “เส้นค่ายลูกเสือ” เป็นเส้นทดสอบกันนะครับ ในเส้นทางธรรมชาติเส้นนี้ เป็นการลงไปทดสอบในช่วงที่มีฝนตกมาก่อนหน้า ซึ่งตลอดเส้นทางก็จะชื้นและลื่นเป็นส่วนใหญ่ และในบางจุดที่มีทางน้ำไหลผ่านผิวหน้าถนนก็จะถูกน้ำเซาะเป็นร่องตลอดทาง ซึ่งเรียกได้ว่าโหดร้ายสำหรับมือใหม่สายเขาอย่างผม แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วเอาให้รู้กันไปครับ ^^
เมื่อเริ่มเข้าเส้นทางธรรมชาติที่มีความลื่นและอุปสรรคพอสมควร สิ่งที่พบคือ ยางที่ให้มาเป็นยาง Off Road ที่เรียกได้ว่า “อยากรูดตรงไหนจัดไป” เลยครับ น้ำหนักรถและหน้ายางเป็นส่วนที่ช่วยสร้างความสมดุลในการทรงตัวได้ดีมาก ดังนั้นจึงมีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขี่ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ประทับใจเมื่อได้เข้ามาอยู่ในเส้นธรรมชาติที่โหดพอสมควรคือ “ระบบการซับแรงสะเทือน”ของ FOX ที่ช่วยในการกระจายแรงแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงของการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง และ การไหลลงไปในทางที่เป็นหลุมขนาดใหญ่ ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดความล้าของร่างกายเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือ สามารถปรับความแข็งของโช๊คได้ 3 ระดับอันนี้ชอบมาก จุดที่เป็นไฮไลท์ สำหรับผมในการทดสอบครั้งนี้อีกจุดหนึ่ง คือ โช๊คหลัง ที่สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งของผู้ขี่ได้ 3 ระดับ อันจะมีผลต่อ Position ของการถ่ายเทน้ำหนักตัวอย่างเวลาลงเขาที่เราต้องการ “จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ” เพื่อสร้างความสมดุลในการขับขี่ที่ดีในการควบคุมรถ จุดนี้เองทำให้ผมรู้สึกสนุกแบบไม่เคยรู้สึกมากก่อน
มาถึงจุดขายสำคัญ ระบบ E drive System ของ Shimano STEPS E800 ด้วยระบบการขับเคลื่อนที่เป้าหมายของการพัฒนาก็เพื่อเพิ่มแรงบิดและอัตราทดแรงของกะโหลกที่บันได ก็บอกได้เลยครับว่า เป็นการลงเส้นทางธรรมชาติที่“เพลิน”มากๆ ระยะเวลา 2 ชม. ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากความคุ้นเคยของผมเองที่ปั่นเสือหมอบเป็นประจำเวลาเจอทางไม่เรียบหรือเป็นหลุมก็จะค่อนข้างกลัว โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มปั่น Scott Genius ลงทางธรรมชาติ เพราะ มันไม่มีทางที่เรียบๆสบายๆให้ผมไปเลย แต่พอทำความคุ้นเคยไปสักระยะ เจ้า Scott Genius eRide 910 ได้พาให้ผมเปิดโลกใหม่อีกใบในการการปั่นจักรยานเลยครับ เรืองของ Battery บอกเลยครับว่า ถ้าใช้งานหนักๆ หมายถึง เปิดโหมดการใช้ระบบขับเคลื่อนและใช้งานตลอดเวลาพลังงานจะใช้ได้น้อยกว่าที่ระบุในเอกสารของ Scottนิดหน่อย เรียกว่า ถ้าไปขึ้นเขาแล้วบริหารการใช้พลังงานไม่ดีแล้วละก็ คุณอาจจะต้องแบกน้ำหนักรถเกือบๆ 30 กิโลกรัมเพื่อไต่เขาด้วยแรงของคุณเองซึ่งผมลองมาแล้วบอกเลยว่า ไม่สนุกเอามากๆ (ทดลองปิดระบบไฟฟ้าแล้วใช้แรงตัวเอง) ชุดขับเคลื่อนที่ให้มามันดีมากแต่ไม่ช่วยเลยจริงๆครับถ้าแรงเราหมด และพลังงานของbatteryหมด มันจะกลายเป็น Drama แบบขั้นสุด ดังนั้น สิ่งที่ควรเตรียมการอย่างหนึ่งในการขี่ E-bike คือ เส้นทาง และจุดในการชาร์ตพลังงานสำรอง ซึ่งเจ้า Scott Genius คันนี้ก็ใช้เวลาชาร์ตประมาณ 5 ชม.ในกรณีที่แบตเตอรี่หมดถึงจะเต็ม


เอาเป็นว่าถ้ากาง Spec ของรถคันนี้ออกมาแล้วเทียบเป็นรายoptionบอกได้เลยครับว่าคุ้มในเชิงของสิ่งที่ให้มากับประสบการณ์ที่ได้ แต่สิ่งที่ติดอยู่อาจจะมีเพียง ข้อเดียว คือ ราคา ที่ยังสูงมากถ้าหากจะคิดลงทุนกับ ebike สักหนึ่งคัน แต่บอกว่า ตลาด E – bike คือ ตลาดจักรยานแห่งอนาคตที่กำลังเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้นและมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นกว่าจักรยานแบบปกติแน่นอน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของราคาและกลไกการสนับสนุนให้เกิดการใช้งานและในการแข่งขันในอนาคต ซึ่งผมเชื่อว่า นี่แหละคืออนาคตที่อยู่ไม่ไกลเกินกว่าชั่วชีวิตนี้จะได้เห็น และ Scott Genius eRide คือ 1 ใน 3 รุ่น ของ E – Bike ที่ KhCycleได้นำเขามาทำตลาดในเมืองไทย สำหรับมือใหม่สายDownhillอย่างผมบอกได้เลยครับว่า “สุดจริง”ทั้งศักยภาพและประสบการณ์ที่ได้จาก Scott Genius eRide คันนี้ครับ

จุดเด่น : ความแลาดของระบบการทำงาน และความคล่องตัวในการใช้

จุดด้อย : น้ำหนักมากและราคาค่อนข้างสูง

น่าจะเหมาะกับใคร : คนที่มองหาจักรยานคันเดียวที่สามารถปั่นไปกับเพื่อนขาแรงได้ทั้งทริปสบายๆทั่วไปหรือพาเข้าปั่นท่องเที่ยวบนเส้นทางได้อย่างหลากหลายไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไปไม่ไหว

Tag :: AUMebike
December 4, 2018 cyclinghub 0 Comment